
การทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองจริยธรรมการวิจัย ซึ่งมีเอกสารมาตรฐานทางจริยธรรมการวิจัยที่สำคัญสำหรับการอ้างอิงหลายฉบับ ดังนี้

The Belmont Report
Ethical Principles and Guidelines for the Protection of Human Subjects of Research
รายงานที่จัดทำโดย กรรมาธิการพิทักษ์สิทธิ์มนุษย์ในการวิจัยด้านชีวเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ (National Commission for the Protection of Human Subjects of Biomedical and Behavioral Research) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดหลักจริยธรรมพื้นฐานในการวิจัยทางชีวเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ สร้างแนวปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจว่าได้ดำเนินการวิจัยเป็นไปตามหลักจริยธรรมพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ หลักความเคารพในบุคคล (Respect for Person) หลักคุณประโยชน์ (Beneficence) และหลีกความยุติธรรม (Justice)

Good Clinical Practice (GCP)
The International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use (ICH)
มาตรฐานสากลด้านจริยธรรมและวิชาการสำหรับการวางรูปแบบ ดำเนินการ บันทึก และรายงานการวิจัยทางคลินิก เพื่อเป็นการรับประกันว่าสิทธิความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ร่วมวิจัยที่จะได้รับความคุ้มครองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิจัยทางคลินิก และเป็นการรับประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูลการวิจัย

International Ethical Guidelines for Health-related Research Involving Humans
By the Council for International Organizations of Medical Sciences (CIOMS) and World Health Organization (WHO)
แนวทางสากลเกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในมนุษย์ โดย สภาองค์การสากลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ (CIOMS) ร่วมกับ องค์การอนามัยโลก มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และสุขภาวะของผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย รวมถึงบุคลากรในฐานผู้วิจัย

Nuremberg Code
เป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมสากลสำหรับการวิจัยในมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง สร้างขึ้นเพื่อป้องกันมิให้มีการละเมิดจริยธรรมเช่นที่เกิดขึ้นในกองทัพนาซี ท่ามกลางการเฝ้ามองการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามที่กรุงนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
กฎนูเรมเบิร์ก เขียนโดยนักกฎหมาย มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดมากกว่าการส่งเสริมการวิจัยที่ถูกหลักจริยธรรม กำหนดเป็นมาตรฐาน 10 ประการ ซึ่งผู้วิจัยต้องปฏิบัติตามเมื่อทำการวิจัยกับมนุษย์

Declaration of Helsinki
ปฏิญญาเฮลซิงกิ หลักเกณฑ์จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่การประกาศครั้งแรกโดยสมัชชาแพทยสมาคมโลกที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2507 สำหรับประเทศไทย แพทยสภายอมรับปฏิญญานี้อย่างเป็นทางการในข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรม ว่าด้วยการทดลองในมนุษย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ปญญาฉบับนี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในมนุษย์ ได้แก่ ผู้ให้ทุนวิจัย กรรมการจริยธรรม ทีมงานวิจัย สถาบันวิจัย ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และอาสาสมัครวิจัย

แนวทางจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย พ.ศ. 2550
โดย ชมรมจริยธรรมในคนใประเทศไทย
สถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศตระหนักถึงจริยธรรมการวิจัยในคน จึงตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยเพื่อดูแลและให้การดำเนินการวิจัยสอดคล้องตามหลักการในปญญาเฮลซิงกิหรือคำประกาศอื่น ๆ โดยในประเทศไทยเริ่มก่อตั้ง ชมรมจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2543 เพื่อกำหนดแผนงานส่งเสริมจริยธรรมการวิจัยในคน และเผยแพร่หลักเกณฑ์แนวทางจริยธรรมการทำวิจัยในคนแห่งชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545

แนวทางจริยธรรมสากลสำหรับการวิจัยในมนุษย์
International Ethical Guidelines for Biomedical Research Involving Human Subjects
เป็นแนวทางสากลที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด จัดทำโดย สภาองค์การสากลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ (The Council for International Organization of Medical Sciences: CIOMS) ซึ่งมีหลักการสำคัญเพิ่มเติมจากปฏิญญาเฮลซิงกิ ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และสุขภาวะของอาสาสมัคร ให้พิจารณามิติด้านชุมชนและพิจารณามิให้มีการเอาเปรียบในกรณีศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนจากประเทศที่ร่ำรวยไปทำวิจัยในประเทศที่ยากจน
ติดตามข้อมูล มาตรฐานจริยธรรมการวิจัย (Standards for Research Ethics)
จาก ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข
https://stang.sc.mahidol.ac.th/research/ethics.php











