บรรณารักษ์ชวนรู้: มาตรฐานจริยธรรมการวิจัย

การทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองจริยธรรมการวิจัย ซึ่งมีเอกสารมาตรฐานทางจริยธรรมการวิจัยที่สำคัญสำหรับการอ้างอิงหลายฉบับ ดังนี้

The Belmont Report
Ethical Principles and Guidelines for the Protection of Human Subjects of Research

รายงานที่จัดทำโดย กรรมาธิการพิทักษ์สิทธิ์มนุษย์ในการวิจัยด้านชีวเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ (National Commission for the Protection of Human Subjects of Biomedical and Behavioral Research) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดหลักจริยธรรมพื้นฐานในการวิจัยทางชีวเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ สร้างแนวปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจว่าได้ดำเนินการวิจัยเป็นไปตามหลักจริยธรรมพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ หลักความเคารพในบุคคล (Respect for Person) หลักคุณประโยชน์ (Beneficence) และหลีกความยุติธรรม (Justice)

Good Clinical Practice (GCP)
The International Council for Harmonisation of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use (ICH)

มาตรฐานสากลด้านจริยธรรมและวิชาการสำหรับการวางรูปแบบ ดำเนินการ บันทึก และรายงานการวิจัยทางคลินิก เพื่อเป็นการรับประกันว่าสิทธิความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ร่วมวิจัยที่จะได้รับความคุ้มครองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิจัยทางคลินิก และเป็นการรับประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูลการวิจัย

International Ethical Guidelines for Health-related Research Involving Humans
By the Council for International Organizations of Medical Sciences (CIOMS) and World Health Organization (WHO)

แนวทางสากลเกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในมนุษย์ โดย สภาองค์การสากลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ (CIOMS) ร่วมกับ องค์การอนามัยโลก มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และสุขภาวะของผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย รวมถึงบุคลากรในฐานผู้วิจัย

Nuremberg Code

เป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมสากลสำหรับการวิจัยในมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง สร้างขึ้นเพื่อป้องกันมิให้มีการละเมิดจริยธรรมเช่นที่เกิดขึ้นในกองทัพนาซี ท่ามกลางการเฝ้ามองการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามที่กรุงนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

กฎนูเรมเบิร์ก เขียนโดยนักกฎหมาย มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดมากกว่าการส่งเสริมการวิจัยที่ถูกหลักจริยธรรม กำหนดเป็นมาตรฐาน 10 ประการ ซึ่งผู้วิจัยต้องปฏิบัติตามเมื่อทำการวิจัยกับมนุษย์

Declaration of Helsinki

ปฏิญญาเฮลซิงกิ หลักเกณฑ์จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่การประกาศครั้งแรกโดยสมัชชาแพทยสมาคมโลกที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2507 สำหรับประเทศไทย แพทยสภายอมรับปฏิญญานี้อย่างเป็นทางการในข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรม ว่าด้วยการทดลองในมนุษย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ปญญาฉบับนี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในมนุษย์ ได้แก่ ผู้ให้ทุนวิจัย กรรมการจริยธรรม ทีมงานวิจัย สถาบันวิจัย ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และอาสาสมัครวิจัย

แนวทางจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย พ.ศ. 2550
โดย ชมรมจริยธรรมในคนใประเทศไทย

สถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศตระหนักถึงจริยธรรมการวิจัยในคน จึงตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยเพื่อดูแลและให้การดำเนินการวิจัยสอดคล้องตามหลักการในปญญาเฮลซิงกิหรือคำประกาศอื่น ๆ โดยในประเทศไทยเริ่มก่อตั้ง ชมรมจริยธรรมการทำวิจัยในคนในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2543 เพื่อกำหนดแผนงานส่งเสริมจริยธรรมการวิจัยในคน และเผยแพร่หลักเกณฑ์แนวทางจริยธรรมการทำวิจัยในคนแห่งชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545

แนวทางจริยธรรมสากลสำหรับการวิจัยในมนุษย์
International Ethical Guidelines for Biomedical Research Involving Human Subjects

เป็นแนวทางสากลที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด จัดทำโดย สภาองค์การสากลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ (The Council for International Organization of Medical Sciences: CIOMS) ซึ่งมีหลักการสำคัญเพิ่มเติมจากปฏิญญาเฮลซิงกิ ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และสุขภาวะของอาสาสมัคร ให้พิจารณามิติด้านชุมชนและพิจารณามิให้มีการเอาเปรียบในกรณีศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนจากประเทศที่ร่ำรวยไปทำวิจัยในประเทศที่ยากจน

ติดตามข้อมูล มาตรฐานจริยธรรมการวิจัย (Standards for Research Ethics)
จาก ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข
https://stang.sc.mahidol.ac.th/research/ethics.php

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งอยู่กลางวงเวียนสี่แยกระหว่างถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนดินสอ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อเป็น ถาวรนิมิตรแห่งการปกครองระบบประชาธิปไตย ตามความในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๗ หน้า ๘๗๑ วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕

รัฐบาลได้จัดการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์แห่งนี้ โดยแบบที่ได้รับรางวัลและนำมาจัดสร้างเป็นแบบของ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล สถาปนิกประจำกรมโยธาธิการ มีพิธีก่อฤกษ์สร้างเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ดำเนินการก่อสรางโดยกรมศิลปากร ตามผลงานการออกแบบของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ซึ่งนำสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมผสานเป็นรูปหล่อลอยตัวประกอบด้วยฐานบนพานแว่นฟ้า สูง ๓ เมตร หนัก ๔ ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม ลานอนุสาวรีย์ยกสูง ลดหลั่นเป็นชั้น รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีปีกทรงแบนอยู่สี่ทิศ ที่ฐานปีกประดับภาพปูนปั้นและก่อเป็นอ่างน้ำพุ เหนืออ่างน้ำพุเป็นรูปพญานาคพ่นน้ำลงในอ่าง มีรั้วเตี้ยกั้นโดยรอบ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่ ๗๕ กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมาเป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน แฝงความหมายต่าง ๆ

ปีกอนุสาวรีย์ – ความรุ่งโรจน์ วัดส่วนสูงทางแท่นพื้นได้ ๒๔ เมตร รัศมียาว ๒๔ เมตร จากจุดศูนย์กลางของป้อมที่ตั้งพานรัฐธรรมนูญไปถึงขอบสุดของแท่นพื้น หมายถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน อันเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พานรัฐธรรมนูญ – หล่อโลหะสัมฤทธิ์ ประดิษฐานเหนือป้อมกลางของอนุสาวรีย์ สูง ๓ เมตร หมายถึงเดือน ๓ หรือเดือนมิถุนายน (นับตามปฏิทินเก่า) ซึ่งเป็นเดือนที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และหมายถึงอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

พระขรรค์ ๖ เล่ม – ประดับบานประตูป้อมทั้ง ๖ ด้าน หมายถึง หลัก ๖ ประการซึ่งเป็นนโยบายในการปกครองประเทศของคณะราษฎร ได้แก่
๑) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง
๒) จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓) จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
๔) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
๕) จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนั้นไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการข้างต้น
๖) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ปืนใหญ่โบราณ – จำนวน ๗๕ กระบอก หมายถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภาพการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ภาพการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
(กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๕). นาทีปวศ. เปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันนี้ เมื่อ 82 ปีที่แล้ว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_3417376)
ภาพดุนที่ฐานปีก
(ซันวา สุดตา. (๒๕๖๓, ๓๐ ธันวาคม). อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ความหมายและส่วนประกอบ.
https://parliamentmuseum.go.th/2564/ar64-monument.html)

ประติมากรรมนูนสูงที่ฐานของปีกทั้งสี่ด้าน แสดงประวัติการ์คณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ออกแบบและดำเนินการปั้นโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ร่วมกับ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ นายพิมาน มูลประมุข นายแช่ม แดงชมพู และนายอนุจิตร แสงเดือนกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๕). นาทีปวศ. เปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันนี้ เมื่อ 82 ปีที่แล้ว. https://www.matichon.co.th/politics/news_3417376

วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นวันเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเป็นวันที่เปิดใช้ สะพานเฉลิมวันชาติ พ.ศ. ๒๔๘๓ และ ถนนประชาธิปไตย

ที่มา
๑) กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๕). นาทีปวศ. เปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันนี้ เมื่อ 82 ปีที่แล้ว. https://www.matichon.co.th/politics/news_3417376
๒) ซันวา สุดตา. (๒๕๖๓, ๓๐ ธันวาคม). อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ความหมายและส่วนประกอบ. https://parliamentmuseum.go.th/2564/ar64-monument.html
๓) อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (๒๔๘๓). ใน สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร. (๒๕๕๙). จดหมายเหตุเล่าเรื่องอนุสาวรีย์เมืองบางกอก. หน้า ๑๓๙-๑๔๓.

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: สะพานควาย

เรื่องเล่ารอบคณะวิทย์: สะพานควาย

วันนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับย่าน “สะพานควาย” ไม่ไกลจากคณะวิทยาศาสตร์ของเรา เป็นชุมชนเก่าที่คึกคักไปด้วยร้านค้ามากมาย อาคารสำนักงาน ของกินแสนอร่อย ใกล้กับตลาดนัดสวนจตุจักร เดินทางไปมาสะดวกสบาย ว่าแต่สงสัยไหมว่าทำไมถึงได้ชื่อว่าสะพานควาย

สะพานควาย เป็นชื่อทางแยกจุดเชื่อมต่อระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนประดิพัทธ์ และถนนสุทธิสารวินิจฉัย ย้อนไปเมื่อครั้งอดีตพื้นที่บริเวณนี้เป็นทุ่งนาเรียกว่า ทุ่งพญาไท เป็นทางสัญจรของชาวบ้านขนผลิตผลการเกษตรไปมารวมถึงฝูงวัวควาย อาศัยแหล่งน้ำจากคลองบางซื่อที่ขนานไปกับถนนจึงต้องสร้างสะพานขึ้นเพื่อข้ามคลองส่งน้ำสำหรับทางเกวียนและให้ฝูงวัวควายข้าม ทั้งเพื่อทำการเกษตรและขนมาขายโรงฆ่าสัตว์ที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า สะพานควายข้าม จนเมื่อสร้างถนนพหลโยธินแล้วเสร็จ ก็ยังคงเรียกสะพานควายเหมือนเดิม

ที่มา
กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๗). เปิดที่มา “สะพานควาย” ชื่อที่ได้จากวัวควายเดินกันคึกคัก?.

สังคีต จันทนะโพธิ. (๒๕๔๖). “สะพานควาย” ใน ภาษาคาใจ: ความรู้นอกตำรา. หน้า ๒๓๐-๒๓๑. กรุงเทพ : เนชั่นบุ๊คส์.

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: วันจักรี

วันจักรี คือ วันที่ระลึกแห่งการขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ ลักษณะเหมือนพระองค์จริง ณ โรงหล่อหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๔ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ กราบถวายบังคมปีละ ๑ ครั้ง แต่ยังมิได้กำหนดเรียกว่า วันจักรี

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานร่วมกับพระมหากษัตริย์ทั้ง ๔ รัชกาล ต่อมาโปรดให้ซ่อมแซมพระพุทธปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งถูกเพลิงไหม้ และเปลี่ยนนามใหม่เป็นปราสาทพระเทพบิดร พร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ ๕ รัชกาล จากพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทมาประดิษฐานที่ปราสาทพระเทพบิดรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีพระราชพิธีถวายบังคม พระบรมรูปในวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี และโปรดฯ ให้เรียกวันนี้ว่า “วันจักรี” นับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นมา

พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่กรุงเทพมหานครครบ ๑๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ ๒ สิ่ง ได้แก่ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อเป็นที่ระลึกในการเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานคร และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปีต่อมาทางราชการจึงกำหนดให้วันที่ ๖ เมษายนของทุกปีเป็นวันสำคัญและเป็นวันหยุดราชการ มีการกำหนดให้มีพิธีถวายบังคม วางพานพุ่มดอกไม้หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ บริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฏฐมรามาธิบดินทร โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฏฐมรามาธิบดินทร ที่โรงหล่อของกรมศิลปากรและอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร เหมือนในรัชกาลก่อน

ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ มติคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยนชื่อการเรียกวันที่ ๖ เมษายนของทุกปีเป็น วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ แต่ประชาชนโดยทั่วไปยังคงเรียกชื่อเดิมสืบเนื่องกันว่า วันจักรี

เรียบเรียงจากบทความ “๖ เมษายน วันจักรี” โดย กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
http://www.finearts.go.th/promotion

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ พระนามเดิม ทองด้วง ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ ขณะเมื่อพระราชชนกทรงเป็น หลวงพินิจอักษร รับราชการเป็นเสมียนตราในกรมมหาดไทย พระราชมารดามีพระนามว่า ดาวเรือง มีนิวาสถานอยู่ภายใยกำแพงกรุงศรีอยุธยาหลังป้อมเพชร เมื่อพระชันษา ๒๑ พรรษา ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อลาสิกขาแล้วเข้ารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัต ได้เป็น หลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี

ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์เข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี มีความชอบได้เป็น พระราชวรินทร์ ต่อมาได้เป็น พระยาอภัยรณฤทธิ์ เมื่อตีด่านกระโทก เมืองนครราชสีมาของเจ้าพิมาย เมื่อปราบพระเจ้าฝางได้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระยมราช ว่าที่สมุหนายก ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าพระยาจักรี และ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตามลำดับ

ปี พ.ศ. ๒๓๒๓ กรุงกัมพูชาเกิดจลาจล เนื่องจากเจ้านายข้างกัมพูชาแย่งชิงราชสมบัติกัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นแม่ทัพไปปราบ ขณะรบติดพันที่กัมพูชา พระยาสุริยอภัย ผู้ครองเมืองนครราชสีมาแจ้งข่าวว่าเกิดจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี ด้วยเหตุว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระประชวร มีพระราชอัธยาศัยผิดปกติไปจากเดิม มีผลกระทบต่อประชาชน พระสงฆ์และฆราวาสทั้งปวง ด้วยพระยาสรรค์และพรรคพวกถือโอกาสคบคิดกันเป็นกบฏ

เมื่อพระองค์ทราบข่าว จึงสั่งให้พระยาสุริยอภัยกลับลงมาปราบพระยาสรรค์และพวก เมื่อสยบผู้ก่อการสำเร็จแล้ว พระองค์จึงมอบการศึกในกัมพูชาให้ เจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นผู้ดูแล แล้วยกกำลังพล ๕,๐๐๐ นายเดินทางกลับกรุงธนบุรี ดังความจากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกไว้ว่า

“ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับมา ก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป จึงหลวงสรวิชิตนายด่านเมืองอุทัยธานี ลงมาอยู่ ณ กรุง ก็ขึ้นม้าออกไปรับเสด็จที่ทุ่งแสนแสบ นำทัพเข้ามายังพระนคร

ครั้ง ณ วันเสาร์เดือนห้า แรมเก้าค่ำ เพลาเช้า สองโมงเศษ ทัพหลวงมาถึงกรุงธนบุรีฟากตะวันออก พระยาสุริยอภัยจึงไปปลูกพลับพลารับเสด็จริมสะพานท่าวัดโพธาราม แล้วให้แต่งเรือพระที่นั่งกราบเข้ามาคอยรับเสด็จ และท้าวทรงกันดาลทองมอญ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่อยู่ในพระราชวังก็ลงเรือพระที่นั่งมาคอยรับเสด็จด้วย จึงเสด็จทรงช้างพระที่นั่งกรีฑาพลทัพหลวงเข้ามาในกำแพงเมือง ดำเนินพลช้างม้าและพงเดินเท้าแห่มาทางถนนระหว่างวัดโพธาราม เสด็จลงจากช้างหยุดประทับ ณ พลับพลาหน้าวัดแล้ว ท้าวทรงกันดาลกราบถวายบังคมทูลเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่ง และพระยาสุริยอภัยกับราชการทั้งปวงก็ข้ามมาคอยรับเสด็จเป็นอันมา แล้วกราบทูลแถลงข้อราชการแผ่นดินทั้งปวง จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งข้ามไปเข้าพระราชวัง เสด็จขึ้นประทับบนศาลลูกขุนมหาดไทย ข้าราชการทั้งหลายก็เฝ้ากราบถวายบังคม”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับอัญเชิญจากข้าราชการและราษฎรขึ้นครองราชย์เมื่อวันเสาร์ เดือนห้า แรมเก้าค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕

เรียบเรียงจาก
ชาคริต จุลกะเสวี. (๒๕๔๘, เมษายน-มิถุนายน). ร่วมน้อมรำลึกวันมหาจักรีบรมราชวงศ์. วารสารไทย. ๒๖(๙๔), หน้า ๗-๙.

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: ปฏิบัติการเคมีอินทรีย์

ปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ โดย ผศ. ดร.สุนันทา วิบูลย์จันทร์ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคู่มือสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑-๒ ที่ต้องเรียนวิชาเคมีอินทรีย์ ได้แก่ นักศึกษาแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค กายภาพบยำบัด สาธารณสุขศาสตร์ วิทยาศาสตร์สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ พฤกษศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์การกีฬา

เนื้อหาวิชาเคมีอินทรีย์ SCCH128 ประกอบด้วยเทคนิคพื้นฐานเคมีอินทรีย์และปฏิกิริยาของสารอินทรีย์ โดยสร้างความเข้าใจในทฤษฎีทั้งภาคบรรยายและปฏิบัติ

ตำราเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ครั้งที่สองฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘

ปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ มีให้บริการที่ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข สอบถามเพิ่มเติมที่เคาน์เตอร์บริการ
ค้นหาจาก Call No. : QD261 Thai45 2538

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: สะพานซางฮี้

ถนนราชวิถี ด้านหลังคณะวิทย์ที่เลียบไปกับพระตำหนักจิตรลดารโหฐานยาวไปจนถึง สะพานกรุงธน ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ผ่านมาเกินครึ่งศตวรรษ แต่คนกรุงเทพก็ยังเรียกว่า สะพานซางฮี้ เพราะอะไรกัน?
.
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงถนนสิ้ว (ถนนสวรรคโลก ในปัจจุบัน) พระราชทานนามว่า “ถนนซางฮี้” เป็นชื่อมงคลในภาษาจีนแปลว่า ยินดีอย่างยิ่ง โดยนำมาจากชื่อเครื่องลายครามของจีน ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่นิยมสะสม จนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนราชวิถี แต่ราษฎรทั่วไปก็ยังคงเรียกด้วยความเคยชินว่าถนนซางฮี้เช่นเดิม
.
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่เพื่อขยายการจราจรจากพระนครไปยังฝั่งธนบุรี ขณะนั้นยังไม่มีชื่อสะพาน ชาวบ้านจึงเรียกตามชื่อถนนว่า สะพานซางฮี้ จนเมื่อเปิดใช้งานและประกาศชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานกรุงธน แต่ประชาชนทั่วไปก็ยังคงเรียกว่า สะพานซางฮี้ มาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา
– ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย.  “ถนนพญาไท พระราชวังพญาไท และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า” ใน
ชื่อบ้าน นามเมืองในกรุงเทพฯ. ๑๓๕-๑๓๙. กรุงเทพ : มติชน, ๒๕๕๑.
– เทพ ชูทับทอง. “กรุงเทพฯ เวนิสแห่งตะวันออก” ใน กรุงเทพฯ ในอดีต. กรุงเทพ : อักษรบัณฑิต,
๒๕๑๘.

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , , , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ชาวคณะวิทย์ทุกคนคงคุ้นเคยกับ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” เป็นอย่างดี แต่ทราบที่มาที่ไปหรือไม่ว่าเขาสร้างขึ้นด้วยเหตุผลใด?
.
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นอนุสรณ์เชิดชูเกียรติของผู้เสียสละชีพต่อสู้ในเหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลไทยได้ร้องขอให้มีการปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนด้านอินโดจีนตามหลักสากล ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสไม่ยินยอม ทั้งยังส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม จนเกิดการต่อสู้กันตามแนวชายแดนซึ่งขณะนั้นลาวและเขมรอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส จนกระทั่งมีการเจรจาสันติภาพโดยญี่ปุ่นเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาท และลงนามสัญญาสันติภาพ ณ กรุงโตเกียว เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
.
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยออกแบบเป็นรูปดาบปลายปืน มี ๕ แฉก ประดับรูปปั้นหล่อทองแดงเป็นรูปวีรชน ๕ เหล่าคือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ภายในอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มีแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิตและผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ทั้งสงครามกรณีพิพาทอินโดจีน พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ สงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ และสงครามเกาหลี พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๔๙๗ รวม ๘๐๑ นาย

กรณีพิพาทอินโดจีน          

กรณีพิพาทอินโดจีน พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะสงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังมีการรบติดพันอยู่ในทวีปยุโรป ก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ฝรั่งเศสได้ทาบทามประเทศไทยเพื่อขอทำกติกาสัญญาไม่รุกรานกันทางคาบสมุทรอินโดจีน โดยขอให้เห็นแก่ไมตรีที่มีต่อกันซึ่งรัฐบาลไทยสมัยนั้นยินยอมตกลง แต่ขอให้ฝรั่งเศสร่วมปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนให้เป็นตามหลักกฎหมายสากลและหลักความยุติธรรมที่หากใช้แม่น้ำเป็นแนวเขตแดนแล้ว ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ปักปันเขตแดนในลำน้ำโขง แต่การกำหนดเส้นแขตแดนที่ผ่านมามิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งในชั้นแรกฝรั่งเศสยินยอม โดยมีหนังสือให้ไว้เป็นหลักฐานและจะส่งข้าราชการระดับชั้นเอกอัครราชทูตมาเจรจา แต่ท้ายที่สุดฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายไทยและเวลาต่อมายังได้กระทำการอันเป็นการคุกคามต่อไทย โดยส่งทหารพร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์มาประจำการตามแนวชายแดนด้านติดต่อกับไทย ส่งเครื่องบินล่วงล้ำเขตแดนไทยไม่น้อยกว่า ๓๐ ครั้ง อีกทั้งยังยิงปืนใหญ่และส่งผู้สืบราชการลับเข้ามาในเขตแดนไทย จนกระทั่งวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓  ฝรั่งเศสส่งเครื่องบิน ๕ ลำ เข้ามาโจมตีและทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม ใช้ปืนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองท่าแขกยิงข้ามแม่น้ำโขงมาตกในเขตแดนฝั่งไทย กรณีพิพาทจึงเริ่มขึ้นตามบริเวณแนวชายแดนไทยกับอินโดจีนและทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นใช้กำลังทหารเข้าทำการสู้รบกันทั้งกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

(จากซ้าย) จอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล ร.น. ขณะยังเป็นนาวาเอก, จอมพล ป.พิบูลสงคราม
และพลเอกหลวงสวัสดิรณรงค์ ขณะเป็นนายพันเอก
ถ่ายภาพกับธงชัยเฉลิมพลของฝรั่งเศส “ครัวเดอแกร์” ที่ยึดได้ในสมรภูมิบ้านพร้าว
https://www.silpa-mag.com/history/article_5654

ก่อนที่สงครามจะยุติ ญี่ปุ่นได้เสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทนี้ จึงมีการตั้งคณะผู้แทนขึ้น ๒ คณะ คณะหนึ่งทำหน้าที่เจรจาทำความตกลงพักรบที่เมืองไซ่ง่อน โดยทางไทยมี พลโท พลอากาศโท พระศิลปศัตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี) ขณะมียศนายพลอากาศตรี เป็นหัวหน้าคณะ และอีกคณะหนึ่งทำหน้าที่เจรจาสันติภาพที่กรุงโตเกียว โดยทางไทยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ขณะดำรงพระยศพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า เป็นหัวหน้าคณะ ในการนี้ไทยและฝรั่งเศสได้ตกลงพักรบต่อกันเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และมีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๔

หลังสิ้นสุดการรบในกรณีพิพาทอินโดจีน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระราชทานเหรียญกล้าหาญเพื่อเชิดชูเกียรติแก่เหล่าทหารที่เข้าร่วมรบ และรัฐบาลจัดพิธีประดับเหรียญกล้าหาญแก่ธงฉานเรือหลวงธนบุรี ธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วยทหารต่าง ๆ ตลอดจนทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจสนามที่ปฏิบัติการรบดีเด่น ต่อมายังมีการสวนสนามของบรรดาทหารที่ได้ไปปฏิบัติการรบในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๔ นอกจากนี้ ทหารที่เข้าร่วมปฏิบัติการรบยังได้รับพระราชทานเหรียญ “ชัยสมรภูมิ” และได้สิทธิพิเศษตามที่ทางราชการกำหนดให้ ผู้ที่กระทำการจนได้รับคำชมเชยจากทางราชการยังได้รับพระราชทานเครื่องหมายเปลวระเบิดประดับบนแพรแถบด้วย

เรียบเรียงโดย หน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ งานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข

อ้างอิง

  • กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (2567). วีรกรรมทหารไทยใน “สมรภูมิบ้านพร้าว” กองทัพฝรั่งเศสอันเกรียงไกรพ่ายยับ. https://www.silpa-mag.com/history/article_56541
  • เจริญ ตันมหาพราน. (2566). วัน “ฝรั่งเศส” ถล่ม “นครพนม” โหมโรง “สงครามอินโดจีน”
    https://www.silpa-mag.com/history/article_86878
  • ทวี แจ่มจำรัส. (2562). อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กับความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจของคนไทยทั้งชาติ
    https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1343567
  • องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. (ม.ป.ป.). กรณีพิพาทอินโดจีน-ฝรั่งเศส (พ.ศ.2483 -2484). https://thaiveterans.mod.go.th
  • อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (๒๔๘๕). ใน สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร. (๒๕๕๙). จดหมายเหตุ
    เล่าเรื่องอนุสาวรีย์เมืองบางกอก. หน้า ๑๕๕-๑๖๔.
Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , , | Leave a comment

บรรณารักษ์ชวนรู้: พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗

เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม แอดมินขอนำเสนอเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗ ซึ่งครั้งหนึ่งเกือบจะได้แทนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย!

เป็นที่ทราบกันดีกว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองให้แก่ปวงชนชาวไทยภายหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย คณะราษฎร เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาจึงมีการสร้าง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่กลับไม่มีดำริก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์องค์พระผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

พ.ศ. ๒๔๙๔ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารและฝ่ายอนุรักษ์กลับปะทุขึ้นมาอีก จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงประนีประนอมด้วยการนำเสนอการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๗ โดยมีแนวคิดให้สร้างทดแทนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่มีเสียงคัดค้านถึงความไม่เหมาะสมประกอบกับประสบอุปสรรคด้านงบประมาณ โครงการนี้จึงถูกระงับไป

จนกระทั่งได้มีการสร้างอาคารรัฐสภาขึ้นในเขตพระราชฐานพระราชวังดุสิต ที่ริมถนนอู่ทองใน หลังพระที่นั่งอนันตสมาคม พลอากาศเอก หะริน หงสกุล ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ผลักดันโครงการก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๗ ขึ้นมาอีกครั้งจนสำเร็จ โดยประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ไว้ที่หน้าอาคารสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา จนเมื่อมีโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พระบรมราชานุสาวรีย์จึงได้รับการบูรณะและมีโครงการนำไปประดิษฐานที่หน้าอาคารแห่งใหม่ แต่มีความเห็นต่างทั้งเห็นควรใช้องค์เดิมและเห็นควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ใหม่ ที่สุดแล้วพระบรมราชานุสาวรีย์องค์เดิมได้รับการบูรณะและอัญเชิญมาประดิษฐานภายในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ ขณะเดียวกันมีการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์องค์ใหม่ที่มีขนาดเพิ่มขึ้นเพื่ออัญเชิญมาประดิษฐานภายนอกอาคาร

เรียบเรียงโดย หน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ งานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข

เอกสารอ้างอิง
1. ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล. (๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒). จาก ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ จนถึงมีพระบรมราชานุสาวรีย์. https://shorturl.at/lcSPx
2. ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล. (๑๐ มกราคม ๒๕๖๒). กว่าจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๗. https://shorturl.at/eF6Rd
3. ศราวิน ปานชัย. (๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖). “พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๗” เคยเกือบถูกสร้างแทนที่ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” https://www.silpa-mag.com/history/article_101497
4. มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.๗. (๒๑ เมษายน ๒๕๖๖). พิธีอัญเชิญและบวงสรวง พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์เดิม) ประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ บริเวณพิพิธภัณฑ์รัฐสภา. https://shorturl.at/tjFRc

Posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ | Tagged , , | Leave a comment