รู้จัก Blue Ring สถาปัยกรรมแชร์พื้นที่บนยานอวกาศแบบใหม่ของ Blue Origin

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง In-Space Logistics หรือระบบขนส่งภายในอวกาศเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งจากบริษัทเอกชนและหน่วยงานด้านความมั่นคงของหลายประเทศ แนวคิดนี้ไม่ได้มองจรวดเป็นเพียงเครื่องมือในการปล่อยดาวเทียมอีกต่อไป แต่มองว่าจรวดเป็นเพียง “ขั้นตอนแรก” ของเครือข่ายการขนส่งที่ใหญ่กว่านั้น และหนึ่งในโครงการที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ Blue Ring ของ Blue Origin แพลตฟอร์มยานอวกาศที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่คล้ายกับศูนย์กลางโลจิสติกส์ในวงโคจร สามารถรับ Payload นำไปปล่อยในวงโคจรต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์ทดลอง หรือแม้กระทั่งกลายเป็นโหนดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภารกิจอวกาศในอนาคต

หากลองมองระบบอวกาศในปัจจุบัน เราจะพบว่าจรวดส่วนใหญ่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ส่ง Payload จากพื้นโลกไปยังวงโคจรที่กำหนด หลังจากนั้นภารกิจก็ถือว่าสิ้นสุดลง ดาวเทียมหรือยานอวกาศต้องใช้ระบบขับเคลื่อนของตัวเองในการปรับวงโคจร ทำงานตามภารกิจ และสุดท้ายก็หมดอายุการใช้งานแล้วกลายเป็นเศษซากในอวกาศ โมเดลนี้ทำให้อุตสาหกรรมอวกาศยังคงมีลักษณะคล้ายกับการ “ส่งของเที่ยวเดียว” มากกว่าการมีเครือข่ายการขนส่งจริง ๆ หากมนุษย์ต้องการสร้างเศรษฐกิจอวกาศในระดับที่ใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายดาวเทียมขนาดมหึมา การสำรวจดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศ เราจำเป็นต้องมีสิ่งที่เปรียบได้กับ รถบรรทุก ท่าเรือ หรือคลังสินค้าในอวกาศ ที่สามารถรับ Payload จากจรวดหนึ่งลำแล้วนำไปส่งต่อยังปลายทางต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น

แล้วมันต่างจากแนวคิด Space Tug ที่มีอยู่แล้วอย่างไร

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัทปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์อย่าง SpaceX ทำให้ต้นทุนในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโมเดล Rideshare ที่เปิดโอกาสให้ดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมากสามารถเดินทางขึ้นสู่อวกาศพร้อมกันในเที่ยวบินเดียว แต่โมเดลนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัดที่สำคัญ คือดาวเทียมจำนวนมากต้องถูกปล่อยในวงโคจรที่จรวดกำหนดไว้ล่วงหน้า หากภารกิจต้องการวงโคจรที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น ดาวเทียมต้องใช้ระบบขับเคลื่อนของตัวเองในการปรับตำแหน่ง ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี และกินทรัพยากรของยานไปอย่างมาก ปัญหานี้ทำให้เกิดแนวคิดว่าควรมี ยานบริการในวงโคจร ที่สามารถรับดาวเทียมจากจรวดแล้วนำไปส่งยังวงโคจรปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างตลาดที่มีตอนนี้ก็อย่างเช่นยานอย่าง Ion ของบริษัท D-Orbit (ซึ่งดาวเทียมของบริษัท EOS Orbit ของไทยเรา ก็เลือกใช้บริอการนี้), Reliant ของ Exolaunch, Helios ของ Impuse ซึ่งเราเริ่มเห็นการให้บริการกันบ้างแล้ว การทำงานของ Space Tug ก็คือจะขนเอาดาวเทียมหรือยานอวกาศของลูกค้ามาด้วย หลังจากตัว Space Tug ถูกปล่อยออกจากจรวด เช่น Falcon 9 มันจะยังไม่ปล่อยดาวเทียมโดยทันที แต่ละเดินทางไปยังวงโคจรที่ลูกค้าต้องการที่ระดับความสูงแตกต่างกันจากนั้นค่อย ๆ ปล่อยดาวเทียมของลูกค้าออกจนหมด เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วตัว Space Tug ก็จะลดระดับลงเผาไหม้ในบรรยากาศ

ยาน Reliant ของ Exolaunch สำหรับการขนเอาดาวเทียมลูกค้าไปปล่อยหลังแยกตัวออกจากจรวด ที่มา – Exolaunch

แต่ถ้าหากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Blue Origin หันมาเล่นตลาด Space Tug แปลว่า Blue Origin นั้นเห็นอะไรมากกว่าที่จะให้ Blue Ring เป็น Space Tug อย่างเดียวแน่นอน Blue Ring ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มยานอวกาศแบบ Multi-mission ที่สามารถทำหน้าที่ได้หลากหลายมากกว่า Space Tug ทั่วไป

แทนที่จะทำหน้าที่เพียงแค่ขนส่งดาวเทียมจากวงโคจรหนึ่งไปสู่อีกวงโคจรหนึ่ง Blue Ring ถูกวางแนวคิดให้เป็น แพลตฟอร์มบริการในอวกาศ ที่สามารถรับ Payload หลายชนิดในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก อุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือเซนเซอร์สำหรับภารกิจด้านความมั่นคง ตัวแพลตฟอร์มสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงาน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Payload เหล่านี้ได้ ทำให้ภารกิจจำนวนมากไม่จำเป็นต้องสร้างยานอวกาศของตัวเองตั้งแต่ต้น แต่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ของตนเข้ากับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วได้ คล้ายกับแนวคิดของ Hosted Payload ที่เริ่มถูกใช้ในอุตสาหกรรมดาวเทียมสื่อสารในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะขอติดเซนเซอร์วิทยาศาสตร์ไปกับดาวเทียมสื่อสาร หรือแม้กระทั่งแนวคิดดาวเทียม CubeSat ที่ติด Payload จากหลาย ๆ องค์กรไปในลักษณะ Rideshare

อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ Blue Ring แตกต่างจากยานอวกาศทั่วไปคือการออกแบบให้สามารถปฏิบัติภารกิจในวงโคจรได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่วงโคจร Low Earth Orbit ไปจนถึงวงโคจรระดับสูงอย่าง MEO และ GEO รวมถึงพื้นที่ Cislunar Space ระหว่างโลกกับดวงจันทร์

หน้าตาและโครงสร้างของ Blue Ring

Blue Ring นั้นถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานออกแบบไว้ประมาณ 5 ปี หลังจากถูกปล่อยออกจากจรวดและสามารถทำงานได้ในหลายระดับวงโคจร ตั้งแต่วงโคจร Low Earth Orbit ไปจนถึงพื้นที่ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ หรือ Cislunar Space หนึ่งในลักษณะเด่นของ Blue Ring คือระบบ Solar Array ขนาดใหญ่แบบ Roll-Out ที่เมื่อกางออกเต็มที่จะมีช่วงกว้างประมาณ 144 ฟุต หรือราว 44 เมตร ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับระบบของยานและ Payload ที่ติดตั้งอยู่บนแพลตฟอร์ม ระบบพลังงานของยานสามารถจ่ายไฟให้ Payload ได้เฉลี่ยประมาณ 5.5 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการรองรับอุปกรณ์ทดลองหรือระบบสื่อสารหลายตัวพร้อมกัน 

ภาพจำลองยานอวกาศ Blue Ring จะเห็นว่าสามารถติดตั้งดาวเทียมขนาดเล็กหรือกลางได้รอบตัว และถูกปล่อยออกมาได้ ด้านบนมีพื้นที่สำหรับติดดาวเทียมขนาดใหญ่ ที่มา – Blue Origin

ในด้าน Payload Architecture ตัวแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้สามารถติดตั้ง Payload ได้หลายตำแหน่ง โดยใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบ ESPA-Grande สูงสุด 12 จุดการเชื่อมต่อสำหรับดาวเทียมหรืออุปกรณ์ขนาดเล็ก และยังมี Forward Payload Port ขนาดใหญ่ สำหรับ Payload หลักของภารกิจ น้ำหนัก Payload รวมที่ยานสามารถบรรทุกได้อยู่ที่ประมาณ 4,000 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับรูปแบบภารกิจและวงโคจรปลายทาง 

ระบบขับเคลื่อนของ Blue Ring ใช้แนวคิด Hybrid Propulsion ที่รวมระบบขับเคลื่อนเคมีและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้าด้วยกัน โดยระบบเคมีเผาไหม้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมใช้สำหรับการ Maneuver ที่ต้องการแรงขับสูง เช่น การเปลี่ยนวงโคจรหลัก ส่วนระบบไฟฟ้าใช้สำหรับการปรับตำแหน่งหรือ Station-Keeping เล็ก ๆ น้อย ๆ การออกแบบนี้ทำให้ยานมีความสามารถในการเปลี่ยนความเร็วหรือ Delta-V ประมาณ 3,000–4,000 เมตรต่อวินาที ซึ่งเพียงพอสำหรับการเคลื่อนย้าย Payload ระหว่างวงโคจรหลายระดับ แถมยังประหยัดเชื้อเพลิงและเวลากว่าการเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่ง

ภาพจำลองยาน Blue Ring ขณะกางแผง Solar Array แบบม้วนได้ออก ที่มา – Blue Origin

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการทำหน้าที่เป็น Hosted Payload Platform ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือบริษัทสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทดลอง เซนเซอร์ หรือระบบสื่อสารของตนบนแพลตฟอร์มของยานได้โดยตรง Blue Ring สามารถให้บริการด้านพลังงาน การควบคุมอุณหภูมิ ระบบสื่อสาร และการจัดเก็บข้อมูล ทำให้ Payload สามารถทำงานในวงโคจรได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างยานอวกาศทั้งลำขึ้นมาใหม่ แนวคิดนี้ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาภารกิจ โดยเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องการทดสอบในสภาพแวดล้อมของอวกาศ

นอกจากนี้ Blue Ring ยังสามารถทำหน้าที่เป็น Communications Relay Node สำหรับภารกิจอวกาศในวงโคจรที่อยู่ห่างจากโลกมากขึ้น เช่น ภารกิจในวงโคจรรอบดวงจันทร์หรือพื้นที่ Cislunar Space ยานสามารถรับและส่งข้อมูลระหว่างยานอวกาศกับสถานีภาคพื้นดิน ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการสื่อสารสำหรับภารกิจที่อยู่ไกลจากโลก ในอนาคตยังมีการเสนอแนวคิดให้แพลตฟอร์มประเภทนี้รองรับภารกิจด้าน Refueling หรือ Servicing Spacecraft เช่น การช่วยบูสวงโคจรของดาวเทียมที่จะตกกลับโลก ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของยานอวกาศในวงโคจรได้

วิเคราะห์และส่องตลาดของ Blue Ring กับ Ecosystem ของ Blue Origin

แนวคิดของ Blue Ring อยู่ในตลาดที่กำลังถูกเรียกว่า In-Space Services หรือบริการที่เกิดขึ้นหลังจาก Payload ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เช่น การขนส่งระหว่างวงโคจร การ Relay ข้อมูล หรือการเติมเชื้อเพลิงให้ยานอวกาศ ในเชิงตลาด ลูกค้าของ Blue Ring ถูกออกแบบให้ครอบคลุมสองกลุ่มหลัก คือ ภาครัฐและตลาด Commercial Space ภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงและอวกาศ เช่นกองทัพอวกาศหรือ NASA ต้องการแพลตฟอร์มที่สามารถติดตั้ง Sensor หรือ Payload ในวงโคจรระดับสูงได้อย่างยืดหยุ่น ขณะที่ตลาด Commercial ต้องการโซลูชันสำหรับการจัดการดาวเทียมจำนวนมากที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวงโคจรโลก

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Blue Origin คือการสร้าง Ecosystem ของอวกาศแบบครบ ๆ มากกว่าการแข่งขันเฉพาะตลาด Launch บริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีหลายชิ้นที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่ จรวดปล่อยดาวเทียม New Glenn สำหรับการส่ง Payload ขนาดใหญ่ขึ้นสู่วงโคจร, แพลตฟอร์ม Blue Ring สำหรับการขนส่งและให้บริการในวงโคจร, ยานลงจอดดวงจันทร์ Blue Moon สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และ สถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ Orbital Reef ที่กำลังพัฒนาเพื่อรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจในวงโคจร

ยานลงจอดดวงจันทร์ Blue Moon ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ที่มา – Blue Origin

แนวคิดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทที่ต้องการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศ มากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการปล่อยจรวดเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์นี้ยังเป็นการตอบสนองต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันบริษัทอย่าง SpaceX ครองตลาด Launch และดาวเทียมเชิงพาณิชย์อยู่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้เล่นรายอื่นต้องหาวิธีสร้างความแตกต่างของตัวเอง Blue Origin จึงพยายามวางตำแหน่ง Blue Ring เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงภารกิจหลายประเภทเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ดาวเทียมในวงโคจรโลก ไปจนถึงภารกิจในพื้นที่ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดครองอย่างชัดเจน

แนวทางของ SpaceX ไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างบริการ Space as a Service ตรงกันข้าม SpaceX มักเลือกเล่นในตลาดที่ตัวเองมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เช่น ตลาดการปล่อย Payload ขนาดใหญ่หรือจำนวนมาก ซึ่งอาศัยจรวดที่มีต้นทุนต่อกิโลกรัมต่ำอย่าง Falcon 9 และแนวคิดการขนส่งขนาดมหาศาลของ Starship ขณะเดียวกันในตลาดดาวเทียม บริษัทก็เลือกสร้างระบบอย่าง Starlink ที่ใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale อย่างเต็มที่ ผ่านการผลิตดาวเทียมจำนวนมากและการควบคุมทั้งระบบตั้งแต่การผลิตจนถึงการปล่อยขึ้นสู่วงโคจร

Blue Ring ในฐานะยาน Mars Telecommunications Orbiter ที่มา – Blue Origin

Blue Ring ยังมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับ Blue Origin เอง เพราะมันทำให้บริษัทมี Spacecraft Platform หรือ Satellite Bus ของตัวเอง ที่สามารถนำไปใช้กับภารกิจต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตดาวเทียมรายอื่น แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบให้เป็นระบบมาตรฐานที่สามารถปรับแต่ง Payload ตามภารกิจได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการพัฒนาและทำให้บริษัทสามารถนำไปใช้กับโครงการอวกาศหลายประเภทในอนาคตได้ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือข้อเสนอของ Blue Origin ต่อ NASA สำหรับภารกิจ Mars Telecommunications Orbiter ที่มีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายสื่อสารรอบดาวอังคาร โดยข้อเสนอของบริษัทระบุว่าจะใช้ Blue Ring เป็นพื้นฐานของ Spacecraft Bus สำหรับภารกิจดังกล่าว

เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรมอวกาศในปัจจุบัน แนวโน้มที่เริ่มชัดเจนขึ้นคือการเปลี่ยนจากยุคที่ “ใครอยากทำอะไรในอวกาศก็ต้องสร้างดาวเทียมทั้งลำ” ไปสู่ยุคที่การออกแบบภารกิจเริ่มต้นจาก Mission-Based Thinking มากขึ้น หน่วยงานหรือบริษัทจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะสร้างดาวเทียมแบบไหน แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ภารกิจที่ต้องการทำคืออะไร แล้วจึงค่อยเลือกเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับภารกิจนั้น บางครั้งคำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเป็นดาวเทียมทั้งลำ แต่อาจเป็นเพียง Payload ขนาดเล็กที่ติดตั้งบนแพลตฟอร์มของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น Hosted Payload บนดาวเทียมเชิงพาณิชย์ หรือแพลตฟอร์มในอวกาศอย่าง Blue Ring แนวคิดแบบนี้กำลังทำให้อุตสาหกรรมอวกาศค่อย ๆ หลุดออกจากโมเดลเดิมที่ต้องลงทุนสร้างยานใหม่ทุกครั้ง และเริ่มเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันมากขึ้น

สำหรับประเทศขนาดเล็กอย่างไทย แนวโน้มนี้อาจเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในเวลาเดียวกัน เพราะมันหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจในเกมที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลอย่างการสร้างดาวเทียมหรือจรวดของตัวเองเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจากการตั้งคำถามให้ชัดเจนก่อนว่า ภารกิจของเราคืออะไร และตลาดที่เราต้องการเล่นคืออะไรหากเลือกกลยุทธ์และบริการที่เหมาะสม ประเทศอาจไม่จำเป็นต้องสร้างดาวเทียมทั้งลำเพื่อทำภารกิจหนึ่งภารกิจอีกต่อไป แต่อาจเลือกพัฒนาเฉพาะ Payload หรือบริการเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง แล้วใช้โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอวกาศที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในโลกที่ระบบอวกาศกำลังเปลี่ยนไปสู่โมเดลของ Platform และ Service Economy การเลือกตำแหน่งของตัวเองในระบบนิเวศนี้อย่างรอบคอบ อาจช่วยให้ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดสามารถเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจอวกาศได้ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนมหาศาลเหมือนในอดีตนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.