Digital – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 28 Apr 2026 08:34:51 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คิกออฟ ‘สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ ลุยจัดระเบียบ ‘ครีเอเตอร์’ เป็น ‘อาชีพทางการ’ https://positioningmag.com/1570954 Tue, 28 Apr 2026 06:25:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570954 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ได้กลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยปัจจุบันประเทศไทยมีครีเอเตอร์รวมประมาณ 9 ล้านคน (2 ล้านคนเป็นครีเอเตอร์แบบเต็มเวลา) ขณะที่มูลค่าของ Creator Economy ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 25–30% ต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมครีเอเตอร์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและน่าสนใจ แต่ครีเอเตอร์ยังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘อาชีพอย่างเป็นทางการ’ ทำให้ต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างมากมาย

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริยธรรมในการทำงาน รูปแบบและความเป็นธรรมของสัญญา การกำหนดค่าตอบแทน ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคมโดยรวม

 

จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว ‘สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ (Thailand Content Creator Association: TCCA) อย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘สมาคมวิชาชีพ’ และองค์กรกลางในการยกระดับมาตรฐาน สนับสนุน และการกำกับดูแลอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์สู่ระดับนานาชาติ

 

‘ขจร เจียรนัยพานิชย์’ นายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย เล่าว่า อุตสาหกรรม Creator Economy ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่กลับขาดการวางมาตรฐาน การกำหนดทิศทางร่วมกัน แม้แต่ในเอกสารราชการเองยังไม่เคยระบุคอนเทนต์ครีเอเตอร์ คืออาชีพจริงๆ

 

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจำนวนมากที่ต้องการประสานความร่วมมือ การกำหนดกฎเกณฑ์ หรือต้องการสนับสนุนวงการครีเอเตอร์โดยภาพรวม เพียงแต่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่เคยรวมตัวกันอย่างจริงจัง การจะยกระดับวงการให้ยั่งยืนและถาวรจึงเกิดขึ้นได้ยาก

 

สำหรับการจัดตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรวมตัวของผู้ประกอบอาชีพ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยจะทำหน้าที่หลัก ได้แก่

-การเป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ สร้างกรอบการทำงานร่วมกัน

-การเชื่อมโยงผู้เล่นใน Ecosystem เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระบบ

-การพัฒนาศักยภาพ ผ่านการจัดอบรมและเวิร์กชอป

 

ขจรย้ำว่า บทบาทของสมาคมฯ จะเป็นการจัดระเบียบและสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ พร้อมกับยกขีดความสามารถของอุตสาหกรรมนี้ให้แข่งขันในระดับสากลได้

 

 

 

]]>
1570954
สิ้นสุดยุค Tim Cook! Apple ประกาศแต่งตั้ง ‘John Ternus’ ขึ้นแท่น CEO คนใหม่ มีผลกันยายนนี้ https://positioningmag.com/1569786 Tue, 21 Apr 2026 01:14:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569786 กลายเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ Apple บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลกประกาศแผนการสืบทอดตำแหน่งครั้งสำคัญ โดย ‘Tim Cook’ ผู้ที่สืบทอดต่อจาก ‘Steve Jobs’ เตรียมก้าวลงจากเก้าอี้ CEO และส่งมอบไม้ต่อให้กับ ‘John Ternus’ ผู้บริหารมือฉมังด้านฮาร์ดแวร์ ในวันที่ 1 กันยายน 2026 นี้

การผลัดใบสู่ยุคใหม่ของ Apple

หลังกุมบังเหียนนำทัพ Apple มาตั้งแต่ปี 2011 ต่อจาก Steve Jobs ก็ถึงเวลาแล้วที่ Tim Cook จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO โดยได้ John Ternus ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโส (SVP) ฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะก้าวขึ้นเป็น CEO คนที่ 4 ของบริษัท พร้อมควบตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร

โดย John Ternus ร่วมงานกับ Apple มาตั้งแต่ปี 2001 เริ่มต้นจากการเป็นทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ และไต่เต้าจนกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงในปี 2021 โดยเขาถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็น

  • iPad ทุกรุ่น
  • AirPods
  • การเปลี่ยนผ่านของ Mac สู่ชิป Apple Silicon
  • รวมถึงการพัฒนา iPhone และ Apple Watch มาหลายยุคสมัย

โดยในบันทึกภายในถึงพนักงาน Ternus ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า แม้เขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุด แต่เขายังคงตั้งใจที่จะเป็นผู้นำแบบ Hands-on หรือการลงไปคลุกคลีกับรายละเอียดงานด้านผลิตภัณฑ์ที่เขารักเหมือนเดิม

ส่วนทางด้าน Tim Cook จะไม่หายไปไหน แต่จะขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ของบอร์ดบริหาร Apple แทน โดยเขาจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้า ทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

“John มีสมองของวิศวกร มีจิตวิญญาณของนวัตกร และมีหัวใจที่พร้อมจะนำทัพด้วยความซื่อสัตย์ เขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำ Apple ไปสู่อนาคต” – Tim Cook กล่าว

ปรับโครงสร้างทัพหน้า

หลังจากที่ John Ternus ขึ้นไปเป็น CEO แล้ว ทาง Apple ก็ได้ดัน Johny Srouji ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของชิป Apple Silicon ขึ้นเป็น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ (Chief Hardware Officer) คนใหม่ โดยมีผลทันที ซึ่ง Srouji จะได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งส่วนงานเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์เดิม และรับงานบริหารวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ต่อจาก Ternus ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้ง Tom Marieb ขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ (Head of Hardware Engineering) โดยจะรายงานตรงต่อ Srouji เพื่อขับเคลื่อน Roadmap สินค้าในอนาคต

มรดกของ Tim Cook และก้าวต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีในตำแหน่ง CEO Tim Cook ได้พิสูจน์ตัวเองจากการสร้างมูลค่าบริษัทมหาศาล และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ๆ เช่น Apple Watch, Vision Pro และการขยายอาณาจักร Services จนมีรายได้ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์

ในบทบาทใหม่ (Executive Chairman) Cook จะเน้นไปที่การดูแลทิศทางภาพรวมและการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบาย (Policymakers) ทั่วโลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เขาทำได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด

Source

]]>
1569786
ทำไมบริษัทที่คนใช้น้อยกว่า 40 เท่า ถึงอาจน่ากลัวกว่า ChatGPT https://positioningmag.com/1569364 Fri, 17 Apr 2026 04:13:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569364

หากดูเพียงตัวเลขผู้ใช้ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยต่อ OpenAI ด้วยซ้ำ เพราะ ChatGPT มีฐานผู้ใช้มากกว่ากว่า 40 เท่า มี brand recognition สูงกว่า และมี Microsoft เป็นพันธมิตรที่ฝัง ChapGPT ไว้ใน Office ซึ่งแทบทุกองค์กรบนโลกใช้งานอยู่แล้ว ในสายตาคนนอก นี่ควรเป็นเกมที่ Anthropic แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Anthropic กลับระดมทุนได้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ ด้วย valuation ระดับ 380,000 ล้านดอลลาร์ คำถามจึงไม่ใช่ว่าทำไมบริษัทนี้ยังอยู่รอด แต่คือทำไมตลาดถึงเชื่อว่ามันมีอนาคตใหญ่พอจะมีมูลค่าระดับนี้

คำตอบคือ Anthropic ไม่ได้กำลังแข่งในเกมเดียวกับ OpenAI

แม้คนส่วนใหญ่ยังมองว่า AI เป็นการแข่งขันว่าใครสร้าง chatbot ได้เก่งกว่า แต่ Anthropic ดูจะเข้าใจเร็วกว่าหลายคนว่าในระยะยาว ตลาดที่มีมูลค่าสูงที่สุดอาจไม่ใช่ consumer AI หากแต่คือ enterprise AI ตลาดที่ลูกค้าไม่ได้เลือกจากความดัง แต่เลือกจากความสามารถในการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจจริง

เพราะองค์กรไม่ได้ถามว่า AI ตัวไหน popular ที่สุด พวกเขาถามว่า AI ตัวไหนเชื่อถือได้พอจะนำไปใช้กับงานจริง ธนาคาร บริษัทยา หรือสำนักงานกฎหมาย ไม่ได้ต้องการ AI ที่แค่ตอบเก่ง แต่ต้องการ AI ที่ผิดพลาดน้อยพอสำหรับงานที่มีต้นทุนความเสี่ยงสูง และนี่คือ positioning ที่ Anthropic วางไว้ตั้งแต่ต้น ผ่านการพัฒนา Claude ให้เน้น reliability และ safety มากพอสำหรับการใช้งานในระดับองค์กร

แต่สิ่งที่ทำให้ Anthropic น่าสนใจจริง ๆ คือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น chatbot ที่ “ตอบแม่นกว่า”

บริษัทกำลังผลัก Claude ให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับการทำงานเต็มรูปแบบ ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง Claude Code ที่ช่วยเขียนและ debug software และเครื่องมือ workflow automation ที่ช่วย research, drafting, analysis และ execute task ซ้ำ ๆ แทนมนุษย์ได้ในหลายกรณี

กล่าวอีกแบบคือ Anthropic ไม่ได้กำลังสร้าง AI ที่ “ตอบคำถามเก่งขึ้น” แต่กำลังสร้าง AI ที่ “ช่วยทำงานแทนคน” ได้มากขึ้น

และความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้มีนัยสำคัญมากในเชิงธุรกิจ เพราะลูกค้าไม่ได้ยอมจ่ายเงินแพงขึ้นเพียงเพราะ AI ตอบดีขึ้นอีกเล็กน้อย แต่พวกเขายอมจ่ายเมื่อเทคโนโลยีนั้นช่วยลดเวลา ลดต้นทุน หรือเพิ่ม productivity ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพจาก Shutterstock

ในโลกที่ทุกองค์กรกำลังถูกกดดันให้ทำมากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม เครื่องมือที่ช่วยให้คนหนึ่งทำงานได้เร็วขึ้นหลายเท่าตัว ย่อมมีคุณค่ามากกว่า chatbot ทั่วไปอย่างมหาศาล

และนี่คือเหตุผลที่ Anthropic อาจเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าใครคิด

ไม่ใช่เพราะมันกำลังสร้าง AI ที่ดีกว่า OpenAI อย่างชัดเจน แต่เพราะมันกำลังวางตัวเองเป็น infrastructure layer ของ workplace productivity ก่อนที่ตลาดจะ mature เต็มที่

หากทำสำเร็จ Anthropic จะไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของการทำงานในโลกอนาคต หรือก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรต้องพึ่งพา และเปลี่ยนออกได้ยากกว่าการเปลี่ยน chatbot ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าใครจะเป็นผู้ชนะของศึกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วคือ Anthropic ไม่ได้พยายามเดินตามเกมของ OpenAI หากแต่กำลังสร้างตลาดของตัวเองขึ้นมา

และจาก trajectory ที่เห็นในวันนี้ มันคือบริษัทที่คนคงไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

]]>
1569364
รู้จัก Henry Jullien แบรนด์แว่นหรู 100 ปีของ iVision Tech ที่หุ้นพุ่งเพราะประธานาธิบดีฝรั่งเศส https://positioningmag.com/1560723 Thu, 16 Apr 2026 05:29:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560723 เจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์แว่นตาหรูระดับตำนานจากฝรั่งเศส Henry Jullien และบริษัทแม่ในปัจจุบันอย่าง iVision Tech จากอิตาลี ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากเกิดปรากฏการณ์ “Macron Effect” ในงานประชุมประจำปีครั้งที่ 56 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF)    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นภาพประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron สวมแว่นกันแดดสุดเท่ในงาน World Economic Forum ที่ดาวอสแล้ว โดยหุ้นของ iVision Tech พุ่งสูงขึ้นถึง 28% – 65% ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากที่ประธานาธิบดี Macron สวมแว่นกันแดดทรงนักบินรุ่น Pacific S 01 จากแบรนด์ Henry Jullien ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน

รายงานระบุว่าเว็บไซต์ของ Henry Jullien ประสบปัญหาล่มชั่วคราวเนื่องจากมีผู้เข้าชมจำนวนมหาศาล และบริษัทต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตรุ่นดังกล่าวจากปกติ 100 ชิ้นต่อปี เป็น 1,000 ชิ้น เพื่อรองรับความต้องการที่ล้น หลาม

จากข้อมูลล่าสุด ผลประกอบการและสถานะทางการเงินของ iVision Tech บริษัทแม่ของแบรนด์ Henry Jullien  มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง โดยรายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2025 ว่าบริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 41.8% และมี EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) พุ่งสูงถึง 77.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ในส่วน iVision Tech บริษัทระบุว่าจะยังคงเดินหน้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2025 ได้เข้าซื้อกิจการ D.E.C. Elettronica S.r.l. ทั้งหมด 100% เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับแว่นตาอัจฉริยะ

แว่นตาอัจฉริยะของ iVision Tech มีชื่อว่า iSee โดยเป็นโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ Class 1 ในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเป็นนวัตกรรมหลักที่เชื่อว่าจะช่วยขยายตลาดในอนาคต

Henry Jullien ประวัติยาวนาน

ก่อนจะไปลงลึกถึงธุรกิจของ iVision Tech เราควรทำความรู้จักกับ Henry Jullien แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 1921 โดยนาย Henry Jullien ที่เมือง Morez ในแคว้น Jura ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอุตสาหกรรมแว่นตาฝรั่งเศสมาตั้งแต่อดีต

วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งคือการยกระดับกรอบแว่นตาจากเครื่องมือแก้ไขปัญหาสายตาธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเครื่องประดับชั้นสูง เทียบชั้นอัญมณีและนาฬิกาหรู

สิ่งที่ทำให้ Henry Jullien แตกต่างและมีชื่อเสียงระดับโลกคือความเชี่ยวชาญในการผลิตกรอบแบบเติมทอง Gold-Filled หรือที่เรียกว่า Double Or Laminé ซึ่งเป็นเทคนิคการหลอมชั้นทองคำแท้เข้ากับโลหะฐานอย่างถาวร ไม่ใช่แค่การชุบเคลือบแบบทั่วไป ทำให้กรอบแว่นมีความทนทานสูงมาก ทองไม่ลอก และยังคงความเงางามได้ยาวนาน

การผลิตแต่ละชิ้นนั้นต้องผ่านขั้นตอนกว่า 279 ขั้นตอน ใช้เวลาถึง 4 เดือน และทำด้วยมือทั้งหมดโดยช่างฝีมือ      ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือคอลเลกชัน Nano Studio ที่ใช้เหล็กเกรดอวกาศ Sandvik Nanoflex และคอลเลกชัน Hybrid ที่ผสมผสานโลหะ gold-filled แบบดั้งเดิมกับ acetate คุณภาพสูงจากอิตาลี

ในปี 1990 โรงงานย้ายไปอยู่ที่เมือง Lons-le-Saunier เมืองหลวงของแคว้น Jura และในปี 2018 บริษัทได้รับการยกย่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เป็น Entreprise du Patrimoine Vivant หรือ “บริษัทมรดกทางชีวิต” ที่มีฝีมือหัตถกรรมอันยอดเยี่ยม

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2023 เมื่อเดือนกันยายน แบรนด์ Henry Jullien ถูกเข้าซื้อกิจการโดย iVision Tech SpA บริษัทจากอิตาลี ทำให้เกิดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างมรดกหัตถกรรมฝรั่งเศสกับความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์และการผลิตแบบอิตาลี

กระทั่งปีนี้ ประธานาธิบดี Emmanuel Macron สวมแว่นรุ่น Pacific S 01 จากคอลเลกชัน Doublé Or ของ Henry Jullien ในงานดาวอส สร้างกระแสไวรัลทั่วโลกทันที

iVision Tech สตาร์ทอัพดาวรุ่ง

iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2020 โดยครอบครัว Fulchir ได้แก่ Stefano, Eva และ Federico Fulchir มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Martignacco ประเทศอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นด้วยการซื้อโรงงานท้องถิ่นจาก Safilo ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพื่อสร้างฐานการผลิตแว่นตาอิสระในแคว้น Friuli-Venezia Giulia

ในช่วงการระบาดของ COVID-19 บริษัทปรับสายการผลิตไปทำหน้ากากอนามัยชั่วคราว ก่อนจะกลับมาโฟกัสที่กรอบแว่นตาอย่างเต็มตัว

ปี 2023 เป็นปีแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Euronext Growth Milan เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ระดมทุนได้ 2 ล้านยูโร และเพียงเดือนถัดมา ก็เข้าซื้อ Henry Jullien ถือเป็นการก้าวเข้าสู่เซกเมนต์แว่นตาหรูอย่างเต็มตัว

ต่อมาในปี 2024-2025 บริษัทเดินกลยุทธ์ M&A เชิงรุก ซื้อกิจการถึง 4 แห่ง รวมถึงการถือหุ้น 60% ใน IVILENS จากบัลแกเรีย เพื่อขยายเข้าสู่การผลิตเลนส์สายตา ทำให้ควบคุมการผลิตได้ครบวงจรตั้งแต่กรอบจนถึงเลนส์ นอกจากนี้ยังตั้งแผนก R&D เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ อย่างโครงการ iSee แว่นตาอัจฉริยะที่ช่วยผู้พิการทางสายตา ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน iVision Tech ดำเนินธุรกิจผ่านหลายส่วน ได้แก่ iVision Eyewear ผลิตกรอบแว่น “Made in Italy” แบบ B2B ให้แบรนด์หรูต่าง ๆ นอกจากนั้นคือ Henry Jullien แบรนด์แว่นตาหรูที่ผลิตในฝรั่งเศส รวมถึง iVILens ที่ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตา และ iVision R&D ที่วิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับผู้มีปัญหาการมองเห็น

วันนี้ บริษัทมีพนักงานมากกว่า 340 คน และฐานการผลิตกระจายอยู่ในอิตาลี ฝรั่งเศส และบัลแกเรีย ทุกชีวิตล้วนมีส่วนทำให้ Henry Jullien และ iVision Tech พร้อมเดินหน้าสู่ยุคของ smart eyewear ในอนาคต.

ที่มา : Eyes Road, iVision Tech, Euronext, Bloomberg

]]>
1560723
เมื่อตลาดคอมฯ มาถึงทางตัน! ‘Acer’ ขอเดิมพันกับตลาด ‘DIY’ และ ‘เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่’ น่านน้ำใหม่สร้างการเติบโต https://positioningmag.com/1566554 Fri, 27 Mar 2026 08:34:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566554 เมื่อพูดถึง เอเซอร์ (Acer) สิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือโน้ตบุ๊กและพีซี ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทสร้างชื่อมา 50 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Acer Thailand เริ่มส่งสัญญาณชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากำลังมองหาพื้นที่เติบโตใหม่ ทั้งการรุกตลาด DIY PC และการเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ภายใต้ Acer Pure

เมื่อแหล่งรายได้หลักไม่โตไปกว่านี้แล้ว

ต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดไอทีทั่วโลกและไทย อยู่ในภาวะอิ่มตัวมานานแล้ว ตลาดโน้ตบุ๊กและพีซีพีคสูงสุดตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง แม้จะมีช่วงกระโดดในยุคโควิด แต่ปัจจุบันกลับมาอยู่ในกรอบเติบโตบวกลบ 5% ต่อปีเท่านั้น

ในตลาดที่อิ่มตัวเช่นนี้ นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด (Acer) เล่าว่า ทุกยูนิตที่ขายได้หมายถึงการ แย่งส่วนแบ่งมาจากคู่แข่ง และทุกยูนิตที่เสียไปก็หมายถึงสูญเสียให้คู่แข่งเช่นกัน แม้ Acer จะครองอันดับ 1 ในตลาดคอนซูมเมอร์ไทยด้วยส่วนแบ่งตลาด 27% แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากตลาดที่แฟลตเช่นนี้คือข้อจำกัดที่ชัดเจน

เจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

DIY PC โอกาสที่ซ่อนอยู่ในบ้านตัวเอง

ตลาด DIY PC คือคำตอบแรกที่ Acer หยิบมาใช้ และที่น่าสนใจคือเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดแบรนด์สำเร็จรูปด้วยซ้ำ แต่ Acer ไม่เคยแตะตลาดนี้มาก่อน

ด้วยความที่ Acer มีของพร้อมอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม ทั้ง Warehouse สำหรับประกอบเครื่อง สต็อก Components ครบวงจรทั้งแรมและการ์ดจอ รวมถึงประสบการณ์การประกอบเครื่องคอมเมอร์เชียลให้กับองค์กรที่ทำมาอย่างยาวนาน

ประกอบกับอีกจุดแข็งที่ตลาด DIY ไม่มีก็คือ การรับประกัน 3 ปี On-site Service ทำให้ Acer มั่นใจว่าจะสามารถดึงลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจหลังการขาย ออกจากตลาดร้านประกอบ และจากนี้ ทุกยูนิตที่ขายได้ในตลาด DIY คือ รายได้ใหม่ทั้งหมด ทำให้ในที่สุด Acer ก็เริ่มรุกตลาด

เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลาดขนาดใหญ่ที่ไม่เคยอิ่มตัว

ถ้า DIY PC คือการต่อยอดจากบ้านตัวเอง การรุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ผ่าน Acer Pure คือการออกไปหาบ้านหลังใหม่ทั้งหมด โดยตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยมีขนาดใหญ่มาก เพียงตลาดแอร์หมวดเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 34,000–40,000 ล้านบาท แล้ว ต่างจากตลาดไอทีที่ทุกบาทต้องมาจากการแย่งกันเอง ดังนั้น Acer จึงมีแผนจะรุกตลาดแอร์ภายในปีนี้ เป็นการประเดิมเข้าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่

โดยตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีความต้องการอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นสินค้าจำเป็นที่ทุกครัวเรือนต้องใช้และต้องเปลี่ยนเมื่อเสีย แน่นอนว่าตลาดนี้ไม่ง่าย มีแบรนด์ในตลาดเต็มไปหมด ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ นั่นทำให้ Acer เองก็พยายามฉีกโดยตั้งเป้าเจาะกลุ่ม 20% บนของตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยอาศัยจุดแข็งที่เป็นบริษัทไอที เลือกใส่เทคโนโลยีเข้าไปในสินค้าทุกชิ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อจะไม่ไปแข่งในสงครามราคา

สุพงศ์ ตั้งตรงเบญจศีล ผู้อำนวยการฝ่าย Retail Business

พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว เลยกล้าลุย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Acer ได้ลองชิมลางเข้าสู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กมาก่อน โดยสามารถทำรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กระแส AI ที่กำลังร้อนแรงก็เป็นเครื่องมือที่ Acer วางแผนนำมาใช้เสริมความแตกต่างในทั้งสองตลาด ทั้งในกลุ่ม AI PC ที่กำลังเติบโตในฝั่งองค์กรและดีไซเนอร์ และแผนที่จะนำ AI เข้าไปในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกหมวดในปี 2026–2027 ซึ่งจะยิ่งทำให้ Acer แยกตัวออกจากแบรนด์จีนที่แข่งกันแค่ด้านราคาได้ชัดขึ้น

ทำให้ปีนี้ Acer ตั้งเป้าว่าจะทำเงินจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็น 200 ล้านบาท ในปีนี้และถ้ามองไปไกลกว่านั้น การที่บริษัทแม่ในไต้หวันมีธุรกิจ EV Solar Farm และ Smart Home Energy ซึ่งมีโอกาสที่จะเข้ามารุกตลาดไทยในออนาคตด้วย

แต่ความท้าทายใหม่ก็ยังรออยู่เต็ม ๆ

ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2021 Acer เคยส่งสินค้าชื่อ Predator Shot บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่า 30,000 ล้านบาท ในราคากระป๋องละ 20 บาท โดยเจาะกลุ่มเกมเมอร์เป็นหลัก และประกาศชัดเจนว่านี่คือก้าวแรกสู่การเป็น Lifestyle Brand อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน Acer ได้เลิกทำตลาด Predator Shot ในไทยแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยไม่ได้ง่าย แม้ว่าจะจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกมเมอร์ ซึ่งล้อไปกับแบรนด์ก็ตาม

ดังนั้น ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, Haier และ Midea ไม่ได้แข่งแค่ด้านราคา แต่สร้าง Ecosystem สินค้าเชื่อมกันได้ทั้งบ้านมาก่อน Acer แล้ว ขณะที่ภาพจำของแบรนด์เป็นดาบสองคม ความที่ผู้บริโภครู้จัก Acer ในฐานะแบรนด์คอมพิวเตอร์ช่วยให้เข้าตลาดได้ง่ายขึ้นก็จริง และมีความน่าเชื่อถือ แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลากว่าจะทำให้ผู้บริโภคเปิดใจ

เพราะที่ผ่านมา Acer อาจจะขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ผ่านหลัก 100 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ  ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ ที่ราคาสูงและใช้ยาว ดังนั้น ลูกค้ากลุ่มนี้จะค่อนข้างมีลอยัลตี้สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

คงต้องจับตาดูว่า Acer จะสามารถลบภาพจำ แบรนด์คอมพิวเตอร์ แล้วก้าวขึ้นเป็น แบรนด์ตลาดไลฟ์สไตล์เทคโนโลยี ตามที่ตัวเองต้องการเป็นได้ไหม เพราะน่านน้ำใหม่ที่ Acer จะไป มีพี่ใหญ่คุมตลาดเต็มไปหมด

]]>
1566554
ไทยเทียร์แรกของโลก! ได้ใช้ ‘Business AI on Messenger’ ผู้ช่วยตอบแชทแบบเรียลไทม์ ปิดการขายได้ 24 ชม. https://positioningmag.com/1563891 Wed, 11 Mar 2026 12:18:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563891 นับตั้งแต่เปิดตัว Facebook ในไทย ก็ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ที่เห็นโอกาสในการเปิดเพจเพื่อใช้ ขายของ จนเกิดเป็นเทรนด์ Conversational Commerce หรือการที่ผู้ซื้อมีการพูดคุยกับแบรนด์ หรือผู้ขายผ่านแชทออนไลน์ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ

จากการศึกษาของ Kantar ปี 2568 บอกชัดเจนว่าคนไทยนิยมสื่อสารกับธุรกิจผ่านแชทมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • 81% ของผู้บริโภคไทยส่งข้อความหาธุรกิจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • 80% ใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการติดต่อแบรนด์
  • 68% มองว่าการตอบกลับจาก AI มีประโยชน์และตอบโจทย์
  • 95% ของธุรกิจไทยที่ใช้ระบบ Messaging ระบุว่าประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น

แต่ในวันที่ลูกค้าไถมือถือแทบทั้งวันทั้งคืน เกิดตี 2 มีลูกค้าส่งข้อความมาถามราคาสินค้า แต่คุณนอนหลับอยู่ พอตื่นมาตอนเช้า ลูกค้าคนนั้นซื้อของจากร้านอื่นไปแล้ว แสดงว่า เราเพิ่งเสียโอกาสในการขายไป และนี่คือปัญหาที่ธุรกิจออนไลน์ไทยเจอกันทุกวัน

แน่นอนว่าที่ผ่านมา Meta เองก็มีฟีเจอร์ไว้ช่วยซัพพอร์ตร้านค้า อย่าง Auto Reply และ Chatbot แต่นั่นก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการสนทนา ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ดียิ่งขึ้น Meta จึงได้พัฒนา Business AI on Messenger โดยไทยถือเป็น 2 ประเทศแรกในโลก ร่วมกับฟิลิปปินส์ ที่ได้ใช้งานฟีเจอร์นี้ก่อนใคร เนื่องจากถือเป็น Top 10 ด้าน Conversational Commerce ของโลก

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook

Business AI คืออะไร?

Business AI คือ ผู้ช่วยขายอัตโนมัติบน Messenger ที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่แชทบอทตอบคำถามง่าย ๆ แต่เป็น AI ที่เรียนรู้ข้อมูลจากธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นจากโพสต์บน Facebook Page แคตตาล็อกสินค้า หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ แล้วนำมาตอบลูกค้าในแบบที่ สะท้อนความเป็นแบรนด์ ได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการใช้งาน ให้เข้าไปที่ >> Meta Business Suite >> คลิกที่ “เพิ่มเติม” (ไอคอนสามขีดแนวนอน) >> ในเมนูด้านซ้าย เลือก Business AI เมื่อคุณเข้าไปที่ Business AI คุณจะได้รับคำแนะนำตลอดขั้นตอนการตั้งค่าง่าย ๆ ดังนี้

  • เริ่มการตั้งค่า: จะเห็นข้อความแจ้งว่า “สร้างตัวแทนของคุณเองที่สามารถตอบลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พร้อมตัวเลือกต่าง ๆ เช่น “ไม่พลาดการสนทนา” และ “ปรับแต่ง AI ของคุณ” คลิก “ลองใช้งาน” หรือ “ตั้งค่า AI ของคุณ”
  • ตรวจสอบข้อมูล: ระบบจะแจ้งให้คุณตรวจสอบและให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ซึ่งรวมถึงข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์และนโยบาย และคำถามที่พบบ่อย ฯลฯ ซึ่ง AI จะใช้ในการตอบคำถามของลูกค้า
  • การชำระเงินและการจัดส่ง: รายละเอียดที่เกี่ยวข้องสำหรับคำถามเกี่ยวกับการทำธุรกรรม
  • ทดสอบ AI ของคุณ: หลังจากให้ข้อมูลที่จำเป็นแล้ว คุณจะสามารถทดสอบผู้ช่วย AI ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่า AI สะท้อนความรู้ทางธุรกิจและน้ำเสียงของแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook เล่าให้ฟังว่า การตอบแชททันที เป็นเรื่องสำคัญมากของ Conversational Commerce เพราะถ้าตอบช้า ลูกค้าพร้อมจะไปซื้อกับแบรนด์ที่ตอบก่อนทันที เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใจร้อน รอไม่ได้

“แค่ยิงแอด ทำให้แบรนด์จนเป็นที่สนใจ นั่นแค่ทำให้เขาเห็นเรา มาเจอเรา แต่จะปิดการขายต้องมาคุยกัน หลายแบรนด์ตกม้าตายตรงนี้ เพราะถ้าตอบดี ถูกจริต ก็จะปิดการขายได้ แต่ถ้าได้ประสบการณ์ไม่ดี เขาก็จะไม่ซื้อ แถมยังไปบอกคนอื่นว่าตอบไม่ดีอีก”

ฐิติพันธ์ แนะนำว่า การจะใช้งานฟีเจอร์ Business AI จุดสำคัญคือ การเทรนนิ่ง AI ดังนั้น ข้อมูลไหนที่คิดว่ามีโอกาสผิดพลาด เช่น ราคา หรือช่วงปิดการขายที่อาจต้องการครอสเซลล์ ก็ควรใช้คนตอบ เป็นต้น

สำหร้ับการใช้ Business AI เหมาะกับแทบทุกธุรกิจที่รับออเดอร์หรือตอบคำถามผ่าน Messenger ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์, แบรนด์แฟชั่น, ร้านอาหาร, คลินิกความงาม หรือธุรกิจ B2B ที่ต้องการ qualify ลูกค้าก่อนส่งให้ทีมขาย

ใช้ฟรี แค่ตอนนี้

เบื้องต้น แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ระบุว่า ฟีเจอร์ Business AI เปิดให้ทดลองใช้ฟรี แต่จะมีการชำระเงินเป็นระบบ Subscription ในอนาคต และไม่ใช่ทุกเพจที่จะใช้ฟีเจอร์ Business AI ได้ แต่ต้องมีการประวัติการซื้อขายจริง เพื่อป้องกันเพจมิจฉาชีพใช้งาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้เองต้องคอยระวังตัวด้วย

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook
]]>
1563891
‘Anthropic’ จะไม่ทน! แฉยักษ์ AI จีนแอบ ‘ดูดวิชา’ ด้วยแอคฯ ปลอมกว่า 2.4 หมื่นบัญชี และการโต้ตอบกว่า 16 ล้านครั้ง! https://positioningmag.com/1562810 Thu, 05 Mar 2026 15:25:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562810 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Anthropic บริษัท AI แถวหน้าของสหรัฐฯ  ผู้สร้างโมเดลสุดชาญฉลาดอย่าง Claude ออกมาประกาศกร้าวว่า ถูกบริษัท AI ระดับ ยูนิคอร์น จากจีน 3 แห่ง แอบย่องเข้ามาใช้ทรัพยากรจากโมเดลของตนไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อเร่งทางลัดในการพัฒนา AI ของฝ่ายจีนเอง

แผนลับ 24,000 บัญชีปลอม

ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Anthropic ระบุว่าบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI (เจ้าของโมเดล Kimi) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากกว่า 24,000 บัญชี เพื่อเข้ามาโต้ตอบกับ Claude เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านครั้ง

แน่นอนว่าเป้าหมายของแอคหลุมเหล่านี้ไม่ใช่การหาคำตอบทั่วไป แต่คือการทำสิ่งที่เรียกว่า Distillation หรือการ กลั่นกรองวิชา โดยการนำคำตอบของ Claude ไปใช้เป็นข้อมูลในการเทรนด์ AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ใช้งบน้อยลง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งานอย่างร้ายแรง เพราะ Anthropic สั่งห้ามพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด และปกติแล้ว Claude ก็ไม่ได้เปิดให้บริการในประเทศจีนด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่ Anthropic ที่กล่าวหาบริษัท AI จากจีนเท่านั้น แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน OpenAI (ผู้สร้าง ChatGPT) ก็ได้ส่งบันทึกถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกันว่า DeepSeek และบริษัทจีนอื่น ๆ พยายามเป็น กาฝาก (Free-ride) หากินจากความสำเร็จของสหรัฐฯ มาโดยตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว DeepSeek สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ChatGPT แต่ใช้ทรัพยากรเครื่อง (Computing Power) น้อยกว่าอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่า “จีนทำได้ยังไง?” ซึ่งคำตอบที่ Anthropic และ OpenAI พยายามบอกโลกตอนนี้ก็คือ “พวกเขาไม่ได้สร้างเองทั้งหมด แต่แอบลอกการบ้านไปต่างหาก”

มากกว่าแค่การลอก… แต่คือ ภัยความมั่นคง

Anthropic เตือนว่า AI ที่ถูกสร้างจากการ “แอบดูดวิชา” นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะ ไร้ระบบความปลอดภัย เนื่องจากโมเดลเหล่านี้อาจไม่มีกำแพงกั้น (Safety Guardrails) ที่รัดกุมเหมือนต้นฉบับ

หรือหากตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจนำไปใช้ในการ สอดแนมประชาชน หรือสร้างแคมเปญบิดเบือนข้อมูลในระดับใหญ่

อย่างไรก็ตาม  Anthropic มองว่า การที่บริษัทจีนต้องดิ้นรนใช้วิธีลัดเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นได้ผล เพราะมันบีบให้จีนไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเองได้เพียงพอจนต้องหันมาใช้วิธีสกัดข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกาแทน

]]>
1562810
จากยุค AI สู่ยุคหุ่นยนต์! ‘Xiaomi’ เริ่มทดลองส่ง ‘ฮิวแมนนอยด์’ ประกอบรถอีวี สามารถจัดการงานสำเร็จ 90% https://positioningmag.com/1562754 Thu, 05 Mar 2026 11:19:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562754 ในยุค AI ที่ทำให้หลายคนอาจเสี่ยง ตกงาน กันอยู่แล้ว ดูเหมือนการดิสรัปต์จะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จะมาดิสรัปต์แรงงานมนุษย์ในอนาคต 

ล่าสุด Lu Weibing ประธานของ Xiaomi ได้เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ CNBC ณ งาน Mobile World Congress ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทดลองใช้งานจริงในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดย Xiaomi ได้ทดลองใช้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 2 ตัว ในโรงงานประกอบรถ EV โดยทำหน้าที่ตั้งแต่นำวัสดุไปวางจนถึงการขันน็อต ผลปรากฏว่า หุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัวสามารถจัดการงานได้ เสร็จสิ้นไปได้ถึง 90% ภายในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถรักษาความเร็วให้สอดคล้องกับสายพานการผลิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในสายพานการผลิตรถยนต์ของ Xiaomi จะมีรถยนต์คันใหม่ออกจากโรงงานในทุก ๆ 76 วินาที 

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์เหล่านี้ยังอยู่ในสถานะ เด็กฝึกงาน มากกว่าจะเป็นพนักงานประจำ แต่บริษัทมองว่านี่คือรากฐานสำคัญของอนาคต โดยคาดหวังว่าในวันข้างหน้า หุ่นยนต์จะสามารถเข้ามา ทำงานแทนที่มนุษย์ในบางหน้าที่ รวมถึงทำงานบางอย่างที่ มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ แม้ว่าตอนนี้หุ่นยนต์ CyberOne (เปิดตัวปี 2022) จะยังไม่มีการวางจำหน่ายทั่วไปก็ตาม

ไม่ใช่แค่ Xiaomi แต่คู่แข่งอย่าง XPeng และ Honor ก็กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ของตัวเองเช่นกัน ขณะที่ในฝั่งสหรัฐฯ Elon Musk ก็กำลังผลักดันหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla อย่างเต็มที่ โดยถึงขั้นมีแผนจะใช้โรงงานผลิตรถยนต์มาผลิตหุ่นยนต์แทนในบางส่วน

นักวิเคราะห์จาก RBC Capital Markets คาดการณ์ว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2050 โดยจีนจะมีส่วนแบ่งในตลาดนี้มากกว่า 60%

Source

]]>
1562754
Meta ถูกแฉผลวิจัยลับ! พบ “ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง” มีไปก็ไร้ผล เพราะแก้เด็กติดโซเชียลไม่ได้ https://positioningmag.com/1560730 Mon, 23 Feb 2026 06:09:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560730 เมื่อไม่นานมานี้ Meta, YouTube, TikTok และ Snap ได้ถูกฟ้องร้องโดย “เคลีย์” (Kaley) ร่วมกับแม่ของเธอ ในข้อหาว่า สร้างสินค้าที่เสพติด และอันตรายต่อเด็ก ทำให้เด็กเสียใจ ซึมเศร้า ไม่พอใจตัวเอง และมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น และในการพิจารณาคดีดังกล่าว ได้มีการเปิดเผยถึงข้อมูลโครงการ MYST ของ Meta ที่แสดงให้เห็นว่า ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง ใช้ไม่ได้ผลต่อการลดการเสพติดของเด็ก

การคุมเข้มของผู้ปกครอง “แทบไม่ช่วยอะไร”

การศึกษาวิจัยภายในที่ Meta เรียกชื่อว่า โครงการ MYST ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิคาโก พบความจริงที่น่าตกใจว่า การกำกับดูแลของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเล่น (Time limits) หรือการสอดส่องพฤติกรรม แทบไม่มีผล ต่อการลดอาการเสพติดโซเชียลมีเดียของเด็กเลย

รายงานระบุว่า แม้พ่อแม่จะพยายามตั้งกฎระเบียบหรือใช้เครื่องมือควบคุมต่าง ๆ (Parental controls) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เด็กใช้งานแบบหมกมุ่น (Compulsive use) ได้ โดยทั้งตัวพ่อแม่และวัยรุ่นที่ตอบแบบสอบ ถามกว่า 1,000 คน เห็นตรงกันว่า มาตรการเหล่านี้ ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็ก

เด็กที่มีปัญหาชีวิต ยิ่งเสี่ยงติดจอ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า วัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับ เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิต (เช่น พ่อแม่หย่าร้าง, ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน, พ่อแม่ติดเหล้า) มีแนวโน้มที่จะขาดความสามารถในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม

ด้าน ทนายของคาลีย์ ชี้ว่า Meta ทราบถึงผลกระทบเหล่านี้ดีจากงานวิจัย MYST แต่กลับปิดเงียบไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมชี้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงดู เพราะแม่ของ Kaley พยายามทุกวิถีทางรวมถึงการยึดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอาการเสพติดที่เกิดจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอมเมาผู้ใช้งานได้ 

ภาพจาก Unsplash

Meta แย้ง เกิดจากสภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง

ทางฝั่ง Meta พยายามแก้ต่างว่า สาเหตุที่เด็กมีปัญหาทางอารมณ์เกิดจาก สภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทเลี่ยงที่จะใช้คำว่า เสพติด (Addiction) แต่ใช้คำว่า การใช้งานที่เป็นปัญหา (Problematic use) แทน

แม้ผลวิจัยภายในจะระบุว่า การสอดส่องของผู้ปกครองไม่มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก แต่โฆษกของ Meta ยังคงยืนยันว่า ที่เราสร้างเครื่องมือควบคุมออกมา เพราะพ่อแม่เรียกร้องและต้องการเครื่องมือเหล่านี้

ขณะที่ อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้า Instagram ให้การในศาลว่า เขาจำรายละเอียดงานวิจัยนี้ไม่ได้มากนัก แต่ยอมรับว่า คนมักใช้ Instagram เพื่อหลบหนีจากความจริงที่โหดร้าย

ก็ต้องรออดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร เพราะ TikTok และ Snap ได้ยอมความไปก่อนหน้านี้แล้ว หากศาลตัดสินว่าบริษัทต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียทั่วโลก และอาจนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดขึ้น และบังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมที่เน้นการดึงดูดผู้ใช้งาน (Engagement) มาเป็นการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง

]]>
1560730
รายงานเผย ‘คริปโตฯ’ ถูก ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ ใช้ฟอกเงินเพิ่มขึ้น 85% ‘อาเซียน’ ขึ้นแท่นฮับใหญ่เครือข่ายอาชญากรรมครบวงจร https://positioningmag.com/1560408 Thu, 19 Feb 2026 08:17:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560408 รายงานฉบับล่าสุดจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชั้นนำของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2025 ธุรกรรม คริปโตเคอร์เรนซี ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 85% โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้บนบล็อกเชนสาธารณะรวมหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดกำเนิดและเครือข่ายเชื่อมโยงอยู่ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาเซียน เครือข่ายอาชญากรรมแบบครบวงจร

รายงานระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วน แต่เป็นการทำงานร่วมกันของ ระบบนิเวศอาชญากรรม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วย:

  •  ศูนย์รวมการต้มตุ๋น (Scam Compounds): แหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • บ่อนพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย: ที่ใช้บังหน้าในการโยกย้ายเงิน
  • เครือข่ายฟอกเงินภาษาจีน (Chinese-language Money Laundering Networks): ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเปลี่ยนคริปโตฯ เป็นเงินสด

 

ธุรกิจมืดและการใช้คริปโตฯ จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม

  • บริการจัดหาคู่และค้าประเวณีข้ามชาติ (International Escort & Prostitution)

พบพฤติกรรมทางการเงินที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพสูง (Highly Organized) โดยมีการแบ่งเกรดบริการ ตั้งแต่ระดับทั่วไปไปจนถึงแพ็กเกจ VIP ที่มีราคาสูงกว่า 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านบาท) ซึ่งรวมค่าเดินทางข้ามประเทศและบริการที่พักหลายวัน 

กว่าครึ่งหนึ่งของธุรกรรมในกลุ่มนี้มีมูลค่าต่อครั้งเกิน 10,000 ดอลลาร์ โดยมักใช้ Stablecoins เพื่อรักษาความเสถียรของมูลค่า และมีการโอนเงินซ้ำ ๆ ระหว่างกลุ่มกระเป๋าเงิน (Wallet Clusters) ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นรูปแบบบริษัทหรือเอเจนซี่ ไม่ใช่บุคคลทั่วไป

  • ขบวนการหลอกไปทำงานและฐานต้มตุ๋น (Labor Recruiters & Scam Compounds)

นี่คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์โดยตรง โดยมีการหลอกเหยื่อไปทำงานในกัมพูชาและเมียนมา โดยค่าหัว/ค่าจัดหางาน จะอยู่ระหว่าง 1,000 – 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งตรงกับราคาค่าตัวที่ประกาศในช่องทางมืด

  • ตลาดสื่อลามกอนาจารเด็ก (CSAM Vendors)

แม้ธุรกรรมส่วนใหญ่ (ราว 50%) จะมีมูลค่าน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ เนื่องจากเป็นระบบสมาชิก (Subscription) แต่มีความซับซ้อนในการหลบเลี่ยงสูง:

 

Telegram สวรรค์แห่งใหม่ ของอาชญากรไซเบอร์

Telegram ได้กลายเป็น ตัวกลางใหม่ ที่อาชญากรใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อโฆษณาบริการ รับสมัครเหยื่อ และประสาน  งานการชําระเงิน โดย Tom McLouth นักวิเคราะห์จาก Chainalysis มองว่า ที่อาชญากรย้ายฐานจากฟอรั่ม Darknet แบบเดิมมาใช้ Telegram เพราะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เร็วกว่า และใช้งานง่ายเหมือนธุรกิจปกติ      มี Customer Service และด้วยระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด ทำให้เข้าถึงเหยื่อและผู้ซื้อได้ง่าย แต่ยังคงความปลอดภัยให้    ผู้กระทำผิด

Chainalysis คาดการณ์ว่าเฉพาะปี 2025 ช่องทางเหล่า Telegram ถูกช่วยฟอกเงินไปแล้วกว่า 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์

Source

]]>
1560408