<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>The International Conference on Equitable Education: All for Education</title>
	<atom:link href="https://afe.eef.or.th/th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://afe.eef.or.th</link>
	<description>Online Conference (Webinar)</description>
	<lastBuildDate>Fri, 20 Aug 2021 10:19:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.8.1</generator>

<image>
	<url>https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/cropped-EECon2020_LOGO_sq-32x32.png</url>
	<title>The International Conference on Equitable Education: All for Education</title>
	<link>https://afe.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จีนออกนโยบายกีดกันสถาบันติวเตอร์ สร้างความกังวลในหมู่ผู้ปกครอง</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/china-tutoring-schools/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=china-tutoring-schools</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/china-tutoring-schools/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2021 10:19:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[กวดวิชา]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6639</guid>

					<description><![CDATA[ถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่จีนก็ปร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่จีนก็ประสบกับวิกฤติประชากรเช่นกัน โดยรัฐได้ออกนโยบายอนุญาตให้ประชาชนมีลูกได้ 3 คน จากเดิมที่เคยกำหนดว่าห้ามมีลูกเกิน 2 คน แต่ด้วยภาระทางเศรษฐกิจอาจส่งผลให้คนไม่ต้องการมีลูกเพิ่มอีก ขณะที่ทางการจีนพยายามลดภาระด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงมากขึ้น</p>



<p>ระบบการศึกษาของจีนมีการแข่งขันสูงและเน้นการเรียนเพื่อสอบอย่างเข้มข้น อีกทั้งระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกว่า ‘Gaokao’ เป็นสิ่งที่กดดันนักเรียนอย่างมาก ผู้ปกครองจึงนิยมให้บุตรหลานเรียนพิเศษเพิ่มเติมหลังเลิกเรียน ธุรกิจสถาบันกวดวิชาจึงได้รับความนิยม มีรายได้สูง รัฐบาลจึงพยายามลดภาระของนักเรียนด้วยการออกนโยบายห้ามเปิดสถาบันกวดวิชาใหม่ และบังคับสถาบันกวดวิชาที่มีอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร เพื่อให้ครอบครัวที่ยากจนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงห้ามสถาบันกวดวิชารับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/learning-210820.jpg" alt="" class="wp-image-6635" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/learning-210820.jpg 1200w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/learning-210820-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/learning-210820-1024x683.jpg 1024w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/learning-210820-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure></div>



<p>นอกจากนโยบายดังกล่าวจะกระทบต่อธุรกิจกวดวิชาโดยตรงแล้ว ยังสร้างความกังวลในหมู่ผู้ปกครองมากยิ่งขึ้น หลายคนมองว่านโยบายนี้จะยิ่งสร้างความตึงเครียดในการแข่งขันและช่องว่างระหว่างชนชั้นมากขึ้น โดยผู้ปกครองที่มีฐานะร่ำรวยก็จะจ้างครูสอนพิเศษส่วนตัวมาสอนที่บ้านในราคาแพง ส่วนผู้ปกครองที่ไม่มีทุนทรัพย์ก็ยิ่งกังวลว่าลูกจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และพยายามหาวิธีอื่นๆ เพื่อให้ลูกของตัวเองได้เรียนพิเศษเพิ่ม โดยหนึ่งในนั้นคือการเรียนออนไลน์กับสถาบันกวดวิชาต่างประเทศที่มีระบบการโอนเงินต่างประเทศรองรับ นอกจากนี้ ผู้ปกครองบางส่วนยังมองว่าหากไม่มีสถาบันสอนพิเศษแล้ว การกวดขันบุตรหลานจะกลายเป็นภาระของผู้ปกครอง เนื่องจากการที่เด็กๆ ได้ใช้เวลาอยู่ในสถาบันกวดวิชาหลังเลิกเรียนจะช่วยลดภาระในการดูแลบุตรของผู้ปกครองที่ต้องทำงานหารายได้และไม่มีเวลาเลี้ยงดู ผู้ปกครองที่ต้องพึ่งพิงสถาบันกวดวิชาในจุดนี้จึงยิ่งกังวลมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/tutor-1.jpg" alt="" class="wp-image-6636" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/tutor-1.jpg 1200w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/tutor-1-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/tutor-1-1024x683.jpg 1024w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/tutor-1-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure></div>



<p>Xiong Bingqi ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาของจีนคือ ความกังวลด้านการศึกษา (Group education anxiety) กล่าวคือ เป็นปรากฏการณ์ของสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับสูง และให้คุณค่ากับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างมาก อีกทั้งการจ้างงานของหน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ ก็ให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว โดยคำนึงถึงความสามารถของตัวบุคคลน้อยเกินไป&nbsp;</p>



<p>Sun Jin ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาการศึกษาปฐมวัย ประจำมหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งฮ่องกง เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาของจีนต้องทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางที่มีคุณภาพและสนับสนุนสิ่งที่จำเป็นให้กับนักเรียนทุกคน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางก็พยายามส่งเสริมให้มีกิจกรรมนอกหลักสูตรและมีบริการรับเลี้ยงเด็กของแต่ละโรงเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความกังวลของผู้ปกครอง&nbsp;</p>



<p>อาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างที่เน้นการแข่งขันและการอัดฉีดเงินของผู้ปกครอง ความเท่าเทียมทางการศึกษาและความเหลื่อมล้ำทางสังคมของจีนจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ไปพร้อมกันโดยไม่อาจมองแบบแยกส่วนจากกันได้</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li><a href="https://www.scmp.com/news/people-culture/social-welfare/article/3143439/chinese-parents-are-hanging-after-school" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Chinese parents are hanging on to after-school tutoring amid crackdown</a></li><li><a href="https://www.nytimes.com/2021/07/30/business/economy/china-education-tutors.html" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">China Targets Costly Tutoring Classes. Parents Want to Save Them</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/china-tutoring-schools/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพศภาวะและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สองสิ่งที่ไม่ควรไปด้วยกัน</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/gender-inequality/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=gender-inequality</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/gender-inequality/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2021 11:19:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ+]]></category>
		<category><![CDATA[เพศภาวะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6614</guid>

					<description><![CDATA[ชาย หญิง เพศทางเลือก LGBT ไปจนถึง Queer เป็นตัวบ่งชี้คว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ชาย หญิง เพศทางเลือก LGBT ไปจนถึง Queer เป็นตัวบ่งชี้ความหลากหลายของสังคมมนุษย์ ความเป็นอิสระของตัวตน และการกำหนดชุดคุณค่าของปัจเจก ความหลากหลายทางเพศในปัจจุบันเริ่มจะกลายเป็นเรื่องปกติและท้าทายขนบความคิดเดิมของสังคมโลกที่มีเพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น การสั่นคลอนความเชื่อโบราณดังกล่าวดูจะมีนัยสำคัญกับสังคมมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ประเด็นเรื่องเพศเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างตัวตนของสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการพัฒนาทางปัญญาผ่านระบบการศึกษาหลากหลายยุคสมัยที่ควรจะช่วยขับเคลื่อนความสำคัญของปัญญามากกว่าปัจจัยอื่น เช่น สรีระทางร่างกายหรือเพศสภาพ งานศึกษาหลายชิ้นในโลกสมัยใหม่กลับพบว่าการศึกษาแบบปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในการส่งเสริมความไม่เท่าเทียมทางเพศและความเชื่อเรื่องบทบาททางเพศที่ตายตัว ไม่มีความเท่าเทียม และปิดกั้นมนุษย์จากการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/norm.jpg" alt="" class="wp-image-6613" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/norm.jpg 1200w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/norm-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/norm-1024x683.jpg 1024w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/norm-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure></div>



<h3><strong>การศึกษากับการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ</strong></h3>



<p>การศึกษาไม่ได้สวนทางกับความเหลื่อมล้ำเสมอไป ประเด็นนี้ แมรี อาร์. แจ็คแมน (Mary R. Jackman) และ ไมเคิล เจ. มูฮา (Michael J. Muha) เคยได้ศึกษาเอาไว้ในหัวข้อชื่อ <em>Education and Intergroup Attitudes: Moral Enlightenment, Superficial Democratic Commitment, or Ideological Refinement? </em>(1984) และมีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า การศึกษามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการสนับสนุนความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งส่งผลให้ปัจเจกในระบบการศึกษามองเห็นการกระจายความเท่าเทียมที่มุ่งเน้นเพียงแค่ความเท่าเทียมทางโอกาสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การเชื่อว่ามีเฉพาะความเท่าเทียมทางโอกาสในการศึกษาก็เพียงพอแล้วที่จะกระจายความเป็นธรรม เรื่องต่อจากนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล แนวคิดเช่นนี้ทำให้ละเลยการกระจายทรัพยากรตามความเหมาะสมในระบบการศึกษา การเลือกปฏิบัติ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมในระบบการศึกษาและสังคมขนาดใหญ่</p>



<p>แน่นอนว่าในมิติของความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ความเหลื่อมล้ำทางเพศก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีส่วนสำคัญในระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่านิยมเก่าที่เกี่ยวข้องกับเพศศึกษายังคงมีอยู่ทั่วไปในแบบเรียน ปัญหาดังกล่าวมีรากกำเนิดใกล้เคียงกัน คือ ความเชื่อในบทบาททางสังคมที่ผูกติดอยู่กับเพศ ความเชื่อเรื่องเพศตามลักษณะทางชีววิทยาที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และการแบ่งแยกอำนาจในสังคมด้วยเพศมากกว่าบทบาททางสังคม&nbsp;</p>



<p>จากงานศึกษาของ เอมิลี ดับเบิลยู. เคน (Emily W. Kane, 1995) ระบุว่า ในสหรัฐถึงแม้ว่าข้อแตกต่างทางเพศในระบบการศึกษาจะมีพื้นฐานร่วมกันกับฐานะทางสังคม แต่เมื่อศึกษาให้ละเอียดลงไปแล้วจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากการศึกษาที่แตกต่างกันมาก โดยเพศชายจะเชื่อในความเหลื่อมล้ำทางเพศตามกระบวนการผลิตซ้ำของระบบการศึกษาที่มีปัญหาดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น ขณะที่เพศหญิงจะถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาที่สูงกว่าตามขนบความเชื่อที่มีมาอย่างเนิ่นนานแล้ว แม้แต่ในปัจจุบันสหรัฐก็ยังประสบปัญหาจำนวนเพศหญิงในการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าเพศชาย โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และการช่าง ด้วยความเชื่อว่าเพศหญิงมีข้ออ่อนแอกว่าเพศชายโดยกำเนิด&nbsp;</p>



<p>เคนระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษาสามารถให้หลักประกันแก่คนในสังคมได้ว่า หากมีการศึกษาที่สูงขึ้นก็จะได้รับการต้อนรับให้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำที่มีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจของสังคม อย่างไรก็ตาม เพศชายดูจะได้ประโยชน์ในสถานะนำสองระดับหากมีการศึกษาที่สูง คือ ทั้งทางเศรษฐกิจและบทบาทด้านเพศ ในขณะที่การให้สิทธิพิเศษบางส่วนแก่เพศหญิงที่มีการศึกษาสูงนั้น ถึงแม้จะไม่ได้รับเทียบเท่ากับเพศชาย แต่ก็มีส่วนทำให้เพศหญิงที่มีการศึกษาสูงเหล่านั้นต้องการสถานะทางสังคม (status quo) ที่มากกว่าเพียงแค่การยอมรับในความแตกต่างทางเพศ</p>



<figure class="wp-block-image alignwide size-full"><img loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-2.jpg" alt="" class="wp-image-6612" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-2.jpg 1200w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-2-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-2-1024x683.jpg 1024w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-2-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p>อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าสนใจของเคนนั้นก็ยังไม่ได้ศึกษาโดยนำตัวแปรที่มีความสำคัญอื่นๆ อย่างเพศ Queer หรือ LGBT เข้ามาใช้ในการศึกษานี้ด้วย แต่จากจำนวนเพศหญิงที่รู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในระบบการศึกษาในงานของเคนนั้น ก็ทำให้คาดได้ว่ากลุ่มเพศอื่นๆ ที่ไม่ได้จำกัดตนอยู่ในกรอบเพศทวิลักษณ์ (gender binary) ย่อมประสบปัญหาหนักหนากว่าหลายเท่า โดยเฉพาะในบางสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างต่อเสรีภาพทางเพศ</p>



<p>ถึงแม้ปัญหาในระดับนักเรียนจะมีผลกระทบค่อนข้างร้ายแรง แต่ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำจากฐานคิดเรื่องเพศภาวะในการรับครูเข้ามาทำการสอนก็หนักหนาไม่แพ้กัน โดยในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังมีการกีดกันเพศอื่นๆ นอกจากเพศแบบทวิลักษณ์ออกจากการเป็นครูสอนหนังสือ เนื่องด้วยสาเหตุของความหวาดกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือส่งอิทธิพลแก่นักเรียน</p>



<p>งานศึกษาของ เดวิด อี. นิวตัน (David E. Newton) และ สตีเฟน เจ. ริสช์ (Stephen J. Risch) ภายใต้หัวข้อ <em>Homosexuality and Education: A Review of the Issue</em><strong><em> </em></strong>(1981) มีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่ารากฐานของการกีดกันเพศ LGBT และ Queer นั้นเป็นเพราะศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่ระบุว่าการเป็นเกย์คือบาปในสังคมอย่างคริสต์ศาสนา ไปจนถึงวาทกรรมความ ‘ผิดธรรมชาติ’ ที่กลัวว่าจะกลายเป็นต้นแบบให้แก่ผู้อื่นกระทำตนให้ออกจากลู่ทางของขนบธรรมเนียมเดิม ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เกย์และเพศอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในขนบธรรมเนียมเดิมของสังคมถูกกีดกันออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่ถูกมองว่ามีเกียรติ อย่างหมอ พยาบาล นักกฎหมาย กองทัพ รวมไปถึงครูในระบบการศึกษาอีกด้วย</p>



<h3><strong>เพราะความเหลื่อมล้ำทางเพศที่รุนแรง หน้าที่ของโรงเรียนจึงสำคัญ</strong></h3>



<p>ในทุกๆ 2 ปี The Massachusetts Department of Education จะทำแบบสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชน (The National Youth Risk Behavior Survey) ออกมา โดยแบบสำรวจในปี 2003 พบว่านักเรียนสหรัฐที่เป็นเพศ LGBT จะมีโอกาส 5 เท่า ในการพยายามฆ่าตัวตายมากกว่านักเรียนที่เป็นเพศชายหรือหญิงในปี 2002 และที่น่าตกใจมากขึ้นคือ มีความพยายามในการโดดเรียนหรือหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่านักเรียนเพศชายหรือหญิงถึง 3 เท่าตัว ปัญหาในระบบการศึกษาที่กีดกันคนออกจากการแสวงหาความรู้ด้วยสาเหตุทางเพศนั้น จึงเป็นเรื่องหนักหนาที่นักการศึกษาทุกภาคส่วนควรเอาใจใส่ให้มากขึ้น</p>



<p>จากงานศึกษาของ มาราลี เมย์เบอร์รี (Maralee Mayberry, 2006) ภายใต้ชื่องาน <em>School Reform Efforts for Lesbian, Gay, Bisexual and Transgendered Students </em>กล่าวว่า หลายโรงเรียนเลือกที่จะไม่รับรู้การมีตัวตนของนักเรียนที่ไม่ใช่เพศทวิลักษณ์ โดยการไม่สนใจปัญหาสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อนักเรียนเพศต่างๆ หรือในบางกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น บางโรงเรียนมีพนักงานของโรงเรียนที่ทำหน้าที่เหมือนเป็น ‘Policing Gender Behavior’ หรือการที่เจ้าหน้าที่ในโรงเรียนสนับสนุนให้นักเรียนพัฒนาพฤติกรรมทางเพศให้ ‘เหมาะสม’ ตามบทบาททางสังคมและขนบแบบเก่า เช่น ในทีมนักกีฬาของโรงเรียนจะกีดกันคนที่ไม่ประพฤติตนตามเพศแบบที่กลุ่มยึดถือ เป็นต้น</p>



<p>วิธีแก้ปัญหาดังกล่าว เมย์เบอร์รีระบุเอาไว้เพิ่มเติมว่า ต้องเพิ่มแรงสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินมาตรการที่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเพียงบางจุด แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบนิเวศของการเรียน (entire ecosystem of the school) เพื่อความยั่งยืนในการลดความรุนแรงของปัญหา การแก้ปัญหาในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่เป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการรับครูคนใหม่ ไปจนถึงการนำครูคนเก่าออกไป จุดมุ่งหมายคือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียนที่ยึดถือความยุติธรรมเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับข้อเสนอของ แมทธิว แอล. อูล์เล็ทท์ (Mathew L. Ouellett, 1996) จากงานชื่อ <em>Systemic Pathways for Social Transformation: School Change, Multicultural Organization Development, Multicultural Education and LGBT Youth </em>ที่ระบุว่า การจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้ก้าวข้ามระบบการศึกษาที่ไม่มีการกดทับเรื่องเพศได้นั้น ต้องอาศัยการปรับหลักสูตร กิจกรรมทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา กิจกรรมและการสนับสนุนที่นอกเหนือไปจากในหลักสูตรพื้นฐาน รวมถึงระบบการเสริมแรงด้วยรางวัลสำหรับพฤติกรรมในแง่บวก หรือกล่าวโดยสรุปอย่างง่ายได้ว่า เปลี่ยนแค่จุดเดียวหรือแค่ป้องกันกรณีเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบในโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-1.jpg" alt="" class="wp-image-6611" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-1.jpg 1200w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-1-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-1-1024x683.jpg 1024w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/LGBTQI-1-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure></div>



<p>ดูเหมือนว่าระบบการศึกษาที่ถึงแม้จะมีความเป็นสมัยใหม่ขึ้นมากกว่ายุคที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นว่าการสร้างค่านิยมแบบปัจเจกจากระบบการศึกษาจะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ไม่สามารถทำให้เพศหญิงมีสถานะทางสังคมเท่ากับเพศชาย หรือการกีดกันกลุ่มเพศ LGBT และ Queer ออกไปนั้นไม่ถูกมองเห็น ขณะเดียวกัน หลังจากกระแสสังคมกำลังให้ความสนใจไปที่การฟื้นฟูศักยภาพทางการเรียนของนักเรียนในช่วงหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ปัญหาที่มีขนาดใหญ่พอกัน อย่างระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้เกิดการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางเพศก็ยังคงถูกพูดถึงไม่มากนักในสังคม และยิ่งทำให้มีนักเรียนรวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมากต้องประสบปัญหาการถูกกีดกันออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุเพราะเพศภาวะของตนเอง</p>



<p>โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการเริ่มต้นปฏิรูประบบนิเวศของการเรียนรู้ ตั้งแต่ระดับบนถึงล่าง ให้มีความเป็นมิตรและเท่าเทียมกันทุกเพศมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าการปฏิรูปในระดับโรงเรียนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมโดยรวมทั้งหมดได้ในทันที แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่นักการศึกษาควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในโลกยุคหลัง COVID-19 ที่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาต้องตบเท้ากลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li>Jackman, M., &amp; Muha, M. (1984). <em>Education and intergroup attitudes: Moral enlightenment, superficial democratic commitment, or ideological refinement?</em>. American Sociological Review<em>,</em> 49(6), 751-769. doi:10.2307/2095528</li><li>Kane, E. (1995).<em> Education and beliefs about gender inequality</em>.<em> </em>social problems, 42(1), 74-90. doi:10.2307/3097006</li><li>Newton, D., &amp; Risch, S. (1981).<em> Homosexuality and education: A review of the Issue</em>. The High School Journal, 64(5), 191-202. Retrieved July 11, 2021, from <a href="http://www.jstor.org/stable/40365156" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">http://www.jstor.org/stable/40365156</a></li><li>Mayberry, M. (2006). <em>School reform efforts for lesbian, gay, bisexual, and transgendered students</em>. The Clearing House, 79(6), 262-264. Retrieved July 11, 2021, from <a href="http://www.jstor.org/stable/30182141" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">http://www.jstor.org/stable/30182141</a></li><li>Ouellett, M. 1996.<em> Systemic pathways for social transformation: School change, multicultural organization development, multicul- tural education, and LGBT youth</em>. Journal of Gay, Lesbian and Bisex- ual Identity 1 (4): 273.</li><li>&nbsp;Case Western Reserve University. <em>Statistics. </em>สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564, จาก <a href="https://case.edu/lgbt/safe-zone/statistics" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://case.edu/lgbt/safe-zone/statistics</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/gender-inequality/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมและการกีดกันทางเพศ กำแพงล่องหนในระบบการศึกษาเคนยา</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/culture-and-gender-discrimination-kenyas-glass-ceiling-in-education/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=culture-and-gender-discrimination-kenyas-glass-ceiling-in-education</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/culture-and-gender-discrimination-kenyas-glass-ceiling-in-education/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2021 05:35:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[เคนยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6603</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การเข้าถึงการศึกษาในหลายพื [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การเข้าถึงการศึกษาในหลายพื้นที่ทั่วโลกนั้นยังเป็นปัญหาอันเกิดจากความไม่เท่าเทียมและไม่เสมอภาค ส่งผลให้เด็กบางกลุ่มถูกกีดกันออกไปจากระบบการศึกษาที่พวกเขาควรได้รับ ดังเช่นในกรณีของประเทศเคนยา วัฒนธรรมกลับกลายมาเป็นหนึ่งในกำแพงที่ขวางกั้นผู้หญิงออกจากระบบการศึกษาเช่นเดียวกับปัญหาความยากจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2021 </span><i><span style="font-weight: 400;">The Guardian</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้นำเสนอข่าวสภาพปัญหาการศึกษาในประเทศเคนยา โดยเฉพาะในเขต Isiolo ที่มีเด็กผู้หญิงจำนวนมากกว่า 1,000 คน ประสบปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และถูกวัฒนธรรมกีดกันให้พวกเธอไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาตามปกติได้เหมือนเด็กผู้ชาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการตั้งครรภ์ในเยาวชนและการไม่เห็นข้อดีของการไปเรียนในสถานศึกษานั้น เป็นเพราะวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานในเคนยา การแต่งงานก่อนวัยอันควรและปราศจากความยินยอมพร้อมใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอสำหรับเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกับผู้ชายที่อาจจะมีอายุมากกว่าคู่สมรสหลายเท่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลของสถาบัน Brookings ระบุเอาไว้ว่า เคนยามีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาเพียง 13 ล้านคนเท่านั้น และกว่าร้อยละ 55 ของผู้ที่ไม่สำเร็จการศึกษาระดับใดเลยเป็นประชากรเพศหญิง ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ผู้นำและนักการศึกษาทั่วโลกมองเห็นจากกรณีเคนยาคือ การทำให้สิทธิที่จะได้รับการศึกษานั้นเป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงมีตั้งแต่กำเนิด และแนวคิดดังกล่าวต้องเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมเดิมที่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยแนวคิดนี้เองจึงส่งผลให้เคนยามีการจัดตั้งศูนย์ ‘</span><span style="font-weight: 400;">Catchup</span><span style="font-weight: 400;">’ ขึ้นมากว่า 26 ศูนย์ ใน Isiolo เพื่อให้เด็กผู้หญิงอายุ 10-19 ปีที่ประสบปัญหาไม่เคยได้รับการศึกษา หรือมีความจำเป็นต้องออกจากการเรียนกลางคัน มีโอกาสได้กลับมาเรียนรู้ เพิ่มทักษะการฟังพูดอ่านเขียน และได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีเด็กหญิงเข้าร่วมโครงการใน Isiolo ทั้งหมด 1,034 คน และอีกกว่า 4,000 คนในเมือง Garissa, Kilifi, Migori และ Kisumu</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาทักษะพื้นฐานให้กับเด็กและเยาวชนเคนยา มีผลสำคัญอย่างมากต่อการผลักดันให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน ปัจจุบันการพยายามต่อสู้กับวัฒนธรรมเก่าในเคนยาด้วยโครงการนี้ยังคงดำเนินอยู่ และน่าจับตามองถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวต่อไป </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><span style="font-weight: 400;">ที่มา:</span></h5>
<ul>
<li><a href="https://www.theguardian.com/global-development/2021/jul/27/self-esteem-was-so-low-look-at-them-now-the-scheme-getting-kenyas-girls-back-to-school" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.theguardian.com/global-development/2021/jul/27/self-esteem-was-so-low-look-at-them-now-the-scheme-getting-kenyas-girls-back-to-school</span></a></li>
<li><a href="https://www.brookings.edu/blog/future-development/2020/05/28/learning-in-east-africa-where-are-children-advancing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.brookings.edu/blog/future-development/2020/05/28/learning-in-east-africa-where-are-children-advancing/</span></a></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/culture-and-gender-discrimination-kenyas-glass-ceiling-in-education/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โควิดสะท้อนวิกฤติขาดแคลนครูในสหรัฐ</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/us-teacher-shortage-worsened-by-pandemic/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=us-teacher-shortage-worsened-by-pandemic</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/us-teacher-shortage-worsened-by-pandemic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2021 05:13:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6601</guid>

					<description><![CDATA[อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตได้ในภาวะวิกฤติโคว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตได้ในภาวะวิกฤติโควิด-19 คือ เทคโนโลยีแพลตฟอร์มออนไลน์ ในวงการการศึกษาเองธุรกิจการเรียนออนไลน์ก็เติบโตจนได้รับความสนใจจากนักการเมืองและนักธุรกิจ อย่างเช่น Elevate K-12 ธุรกิจการศึกษาทางไกลของสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจดังกล่าวคือ การแก้ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่รายได้ต่ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การขาดแคลนครูเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของผู้กำกับการในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ โดย Frontline Education ซึ่งเป็นองค์กรจัดหาและอบรมนักการศึกษา ได้ทำการสำรวจโรงเรียนกว่า 1,200 แห่ง พบว่า โรงเรียนในเมืองมีอัตราขาดแคลนครู 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในชนบทและชานเมืองขาดแคลนครู 65 และ 60 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ สตีเฟน รอเบลสกี (</span><span style="font-weight: 400;">Steven Wrobleski) เผยว่า </span><span style="font-weight: 400;">โรงเรียน Lasalle Peru Township High School ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของชิคาโก มีอัตราการเข้าสมัครตำแหน่งครูน้อยลงมาก โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ เคมี ในขณะที่โรงเรียนกำลังจะเปิดภาคการศึกษาในเดือนสิงหาคม 2021 ครูที่มีอยู่อาจจะต้องรับภาระในการสอนมากขึ้น อีกทั้งครูหลายคนก็อาจจะใกล้เกษียณแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวมีหลายประการ เช่น ผู้สมัครเป็นครูมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ หรือจำนวนผู้จบการศึกษาครูมีน้อยลง แต่ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ การที่อาชีพครูมีเงินเดือนและสวัสดิการน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ สิ่งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้หลายโรงเรียนขาดงบประมาณการศึกษา แต่ละโรงเรียนทั่วประเทศได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ และวิธีการหารายได้ของแต่ละโรงเรียนก็แตกต่างกันไป ทำให้มีงบประมาณไม่เท่ากัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์กฎหมายการศึกษาชี้ว่า รัฐควรจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้มากขึ้นสำหรับเขตที่มีรายได้น้อย เพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเทียบเท่ากับเขตที่มีรายได้สูง ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงการมีงบประมาณจ้างครูที่มีคุณภาพด้วย บางโรงเรียนในรัฐอิลลินอยส์อาจเลือกจ้างครูจากต่างประเทศเพิ่ม ผ่านโครงการ International Teacher Program เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมให้กับนักเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ว่าการเรียนทางไกลจะช่วยทดแทนปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกลได้ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนสนใจเข้ามาเป็นครูน้อยลงในช่วงวิกฤติ เพราะไม่มีใครอยากเป็นครูเพื่อสอนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนที่จะได้พบกับนักเรียนจริงๆ อีกทั้งโควิด-19 ยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณไปกับการแก้ปัญหาโรคระบาด มากกว่าการอุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม ทำให้โรงเรียนในเขตที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบหนักยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ แม้เทคโนโลยีจะเติบโตและก้าวไกล แต่การเรียนออนไลน์ก็ยังคงไม่สามารถแทนที่การเรียนการสอนในห้องเรียนแบบปกติได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่ขาดหายไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>อ้างอิง:</h5>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://edition.cnn.com/2021/07/24/us/illinois-schools-teacher-shortage/index.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Illinois schools struggle to fill teaching vacancies. 1 district hires international teachers to meet the needs</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://fortune.com/2021/07/24/virtual-teaching-online-school-funding/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The future of virtual teaching is all about school funding</span></a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/us-teacher-shortage-worsened-by-pandemic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักศึกษาต่อต้านวิธีเรียนออนไลน์รูปแบบใหม่ในมหาวิทยาลัยอังกฤษ</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/prolonged-online-learning-uk/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=prolonged-online-learning-uk</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/prolonged-online-learning-uk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 20:35:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนออนไลน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6586</guid>

					<description><![CDATA[‘Blended Learning Approach’ กลายเป็นวิธีการเรียนในระดับ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘Blended Learning Approach’ กลายเป็นวิธีการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของสหราชอาณาจักรที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก หลังมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ประกาศเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ว่าจะถูกนำมาใช้อย่างถาวร จนทำให้นักศึกษาจำนวนมากแสดงความไม่พอใจ</p>



<p>รายงานจากสำนักข่าว BBC ระบุว่า นักศึกษากว่า 5,000 ชีวิต ร่วมลงชื่อในคำร้องประท้วงในการนำวิธีการเรียนออนไลน์มาใช้อย่างถาวรโดยไม่มีการลดค่าเล่าเรียนให้แตกต่างจากหลักสูตรปกติ ซึ่งการเรียนในลักษณะออนไลน์แบบ Blended Learning Approach นี้เองถูกนำมาใช้ในระหว่างการระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ภายหลังสถานการณ์ในสหราชอาณาจักรเริ่มดีขึ้นจากการฉีดวัคซีนที่แพร่หลาย หลักสูตรนี้ก็ไม่ได้ถูกยกเลิกไป โดยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ระบุว่าการเรียนในรูปแบบใหม่นี้จะถูกนำมาใช้ตลอดภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง&nbsp;</p>



<p>การลงชื่อประท้วงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มนักศึกษาหลายส่วนมองว่าการเรียนออนไลน์จะทำให้พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์เทียบเท่ากับที่เรียนในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่จะถูกบีบให้กลายเป็นชั้นเรียนที่ไม่สามารถมีส่วนร่วม (non-interactive) ได้มากเพียงพอเท่ากับการเรียนแบบพบหน้า และ เป็นเพียงการฟังวิดีโอการบรรยายประกอบกับอ่านหนังสือค้นคว้าด้วยตนเองเพียงเท่านั้น เมื่อสถานการณ์กำลังจะมีแนวโน้มเป็นไปในลักษณะนี้ ประกอบกับการที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในราคาเท่าเดิมหรือไม่มีการลดหย่อนใดที่แตกต่างไปจากการเรียนปกติ จึงถูกมองว่าไม่มีความเป็นธรรมในสายตาของนักศึกษาทั้ง 5,000 คนที่ออกมาคัดค้าน</p>



<p>ข้อครหาในประเด็นดังกล่าวยังรวมไปถึงความกังวลเรื่องการจัดการความเครียดของนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลืออย่างทั่วถึงอย่างที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นการเรียนแบบ Blended Learning Approach ที่จะถูกนำมาใช้อย่างถาวรต่อไปในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ว่า การเรียนในลักษณะดังกล่าวจะไม่ใช่การบรรยายเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการเสริมการบรรยาย การสัมมนา แล็บ และเวิร์คช็อปด้วยทรัพยากรออนไลน์ โดยมีพื้นฐานอยู่บนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากจากการเรียนออนไลน์แบบที่จัดทำในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่ผ่านมา</p>



<p>การออกแถลงการณ์ดังกล่าวยังปฏิเสธข้อครหาว่า มหาวิทยาลัยมุ่งหวังปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญในการผลักดันการเรียนรูปแบบดังกล่าว โดยกล่าวย้ำว่าการเรียนรูปแบบใหม่ที่กำลังจะจัดให้เกิดขึ้นนี้ ทางมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการจ้างบุคลากรมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อสนับสนุนการสร้างห้องเรียนแบบใหม่ที่พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีกในอนาคต</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://www.bbc.com/news/uk-england-manchester-57746712" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">University of Manchester remote learning plan criticised by students</a></li><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://studentnews.manchester.ac.uk/2021/07/05/blended-flexible-learning-what-it-means-for-you/" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Blended, flexible learning – what it means, for you</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/prolonged-online-learning-uk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘อาหารโรงเรียนฟรี’ ช่วยเด็กชาวเวลส์อยู่รอดได้ในระบบการศึกษา</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/wales-free-school-meal/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=wales-free-school-meal</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/wales-free-school-meal/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 19:53:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[เวลส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6565</guid>

					<description><![CDATA[จากรายงานของ BBC News เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2021 พบว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จากรายงานของ BBC News เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2021 พบว่า เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กในเวลส์ (Wales) มีฐานะยากจน และเวลส์ยังเป็นประเทศที่เด็กมีฐานะยากจนที่สุดในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรอีกด้วย</p>



<p>จากการรายงานของสหพันธ์พิทักษ์เด็ก (Save the Children) ในปี 2019-2020 ก่อนมีการแพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า 31 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในเวลส์มีฐานะยากจน เทียบกับอังกฤษที่มี 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ อยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าแผนการยุติความยากจนของเด็กที่รัฐบาลขีดเส้นไว้ภายในปี 2020 จะถูกยกระดับความสำคัญขึ้นมา ทว่าตัวเลขความยากจนกลับไม่ลดลง เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19&nbsp;</p>



<p>กล่าวคือ ก่อนเกิดการระบาด เด็กในประเทศเวลส์กว่า 200,000 คน มีฐานะยากจน และประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้ต่ำ ดังนั้นเมื่อรายได้ที่มีน้อยอยู่แล้ว ประกอบกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้เกิดขึ้น ทำให้รายได้ของพวกเขายิ่งลดลง จนประสบกับปัญหาหนี้สินตามมา การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างเสื้อผ้า เครื่องทำความร้อน และอาหาร จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว</p>



<p>เมื่อแต่ละครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายรุมเร้า และยากลำบากในการซื้อหาอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่หากโรงเรียนมี ‘อาหารฟรี’ ให้แก่เด็กก็จะช่วยต่อชีวิตในระบบการศึกษาของเด็กเปราะบางในเวลส์ได้เป็นอย่างดี</p>



<p>ด้วยเหตุนี้กระแสการรณรงค์ให้มีมื้ออาหารฟรีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในเวลส์ อย่างแคมเปญที่กระตุ้นให้รัฐบาลออกมาให้การสนับสนุน โดยนักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ที่ต้องการเห็นเด็กทุกคนได้รับอาหารฟรีแม้จะอยู่ในช่วงปิดเทอม และเด็กไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากการล็อคดาวน์</p>



<p>“ไม่ควรมีเด็กคนไหนในปี 2020 ต้องนั่งในห้องเรียนพร้อมกับความกังวลว่าช่วงวันปิดเทอมจะมีอาหารกินไหม เพราะการระบาดของโรคที่ทำให้พ่อแม่ของพวกเขาต้องตกงาน สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หรือในบางกรณีต้องเสียชีวิต” เขากล่าว</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องของ อดัม โยฮันส์ (Adam Johannes) สมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้ประสานงานสภาประชาชนคาร์ดิฟฟ์ (The Cardiff People’s Assembly) ที่ออกมาต่อต้านปัญหาความยากจน และเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการอาหารฟรีให้แก่เด็ก</p>



<p>แม้เวลส์จะมีนโยบายมื้ออาหารเช้าให้เด็กฟรี แต่ด้วยความยากจนของประชากร ประกอบกับโควิดที่ทำให้เกิดวิกฤติความยากจนเพิ่มขึ้น ทำให้การเรียกร้องให้มีมื้ออาหารกลางวันฟรีเป็นสิ่งที่โยฮันส์เห็นว่ารัฐควรสนับสนุนเพิ่มเติม</p>



<p>“ประชากรเวลส์ค่อนข้างยากจน บางคนทำงานพาร์ทไทม์ เป็นคนดูแลผู้ชรา หรือบางคนมีรายได้ต่ำมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการการช่วยเหลือ” เขาพูด</p>



<p>ดังนั้นสำหรับโยฮันส์แล้ว การที่พ่อแม่ของเด็กได้รับการช่วยเหลือเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในยามวิกฤติ จะทำให้เด็กหลายคนเข้าถึงอาหารและการศึกษาได้ เพราะเมื่อเด็กมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง เด็กจะมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" width="1000" height="666" src="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/free-school-meals.jpg" alt="" class="wp-image-6577" srcset="https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/free-school-meals.jpg 1000w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/free-school-meals-600x400.jpg 600w, https://afe.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/free-school-meals-768x511.jpg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure></div>



<h3><strong>เพราะอาหารคือพลังขับเคลื่อนการเรียนรู้</strong></h3>



<p>จากการรณรงค์และสร้างแคมเปญมากมาย ทำให้รัฐบาลเวลส์ตระหนักถึงความสำคัญต่อเรื่องนี้มากขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2020 รัฐบาลได้จัดสรรงบถึง 33 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,460 ล้านบาท) และต่อมาได้เพิ่มทุนอีก 23 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,017 ล้านบาท) รวมทั้งสิ้นเกือบ 60 ล้านปอนด์ เพื่อสนับสนุนอาหารโรงเรียนฟรี ทั้งในรูปแบบของเงินสด บัตรกำนัล (voucher) และกล่องอาหาร</p>



<p>ทั้งนี้ สมาคมรัฐบาลท้องถิ่นเวลส์จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณเหล่านี้ด้วยตัวเอง เพราะใกล้ชิดประชาชนคนท้องที่ และรู้ปัญหาความต้องการของคนในพื้นที่ได้ดีที่สุด&nbsp;</p>



<p>จากรายงานของสำนักงานข่าว WalesOnline ในวันที่ 28 มิถุนายน 2020 ระบุว่า ตัวเลขของเด็กที่ได้รับอาหารโรงเรียนฟรีมีเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงมกราคม 2021 จากเดิมมีเด็กจำนวน 19,000 คน มีสิทธิได้รับอาหารโรงเรียนฟรี เพิ่มเป็น 105,000 คน จากเด็กทั้งหมด 468,000 หรือเฉลี่ยเป็น 22.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกล่าวได้ว่า มากกว่า 1 ใน 5 ของเด็กทั้งหมดในเวลส์ได้รับอาหารโรงเรียนฟรีเพิ่มขึ้น&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรของโรงเรียน หรือ The Pupil Level Annual School Census (PLASC) แสดงผลว่า นักเรียน 85,731 คน หรือ 18.3 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในโรงเรียนทั้งหมด เข้าถึงอาหารโรงเรียนฟรีในเดือนมกราคม 2020 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิด และในเดือนมิถุนายน 2020 พบว่ามีเด็กที่ได้รับสิทธิเข้าถึงอาหารโรงเรียนฟรีเพิ่มขึ้นเป็น 91,700 หรือ 13 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในโรงเรียนทั้งหมด ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด&nbsp;</p>



<p>และหากย้อนดูในปี 2002-2003 นักเรียนที่มีสิทธิได้รับอาหารฟรี มีจำนวนคงที่อยู่ที่ 87,022 คน และลดลงเหลือ 74,568 คน ในปี 2017-2018 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสิ้นปี 2020 หลังจากรัฐมีการเพิ่มเงินสนับสนุนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>โดยตัวอย่างเมืองคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff) ที่ในปี 2021 มี 28.3 เปอร์เซ็นต์ หรือเด็ก 14,602 คนได้รับอาหารฟรี ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจของสหพันธ์พิทักษ์เด็ก ในปี 2012 ที่มีเด็ก 21 เปอร์เซ็นต์ หรือ 10,337 คน ได้รับอาหารโรงเรียนฟรี&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกับเมืองฟลินท์เชอร์ (Flintshire) ที่ในปี 2021 มีเด็ก 21.82 เปอร์เซ็นต์ ได้รับอาหารโรงเรียนฟรี โดยเทียบกับผลการสำรวจของสหพันธ์พิทักษ์เด็กในปี 2012 ที่มีเด็กเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีสิทธิได้รับอาหารโรงเรียนฟรี</p>



<p>จากตัวเลขเหล่านี้ กล่าวได้ว่าการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กเปราะบาง หรือเด็กยากจน ยังคงสามารถเข้าถึงระบบการศึกษา และไม่ตกขอบจากการศึกษาได้ เนื่องจากพ่อแม่บางคนที่ยากจน เมื่อเผชิญกับปัญหาโรคระบาดเช่นนี้ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นการช่วยเหลือจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก</p>



<p>เช่นเดียวกับคำพูดของ ศาสตราจารย์แซลลี ฮอลแลนด์ (Professor Sally Holland) กรรมาธิการเด็กแห่งเวลส์ (Children’s Commissioner for Wales) ที่กล่าวว่า “ความยากลำบากทางการเงินที่ครอบครัวบางครอบครัวต้องเผชิญจากการระบาดของโควิด-19 ได้เพิ่มความท้าทายอย่างมากต่อมาตรการต่างๆ ของรัฐที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ในการบรรเทาความยากจนในกลุ่มเด็กเปราะบาง”</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://www.walesonline.co.uk/news/education/more-one-five-pupils-wales-20895136" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">More than one in five pupils in Wales receiving free school meals as thousands more became eligible during the pandemic</a></li><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://www.bbc.com/news/uk-wales-57157436" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Wales &#8216;has highest child poverty rates in UK&#8217; says Save The Children</a></li><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://gov.wales/marcus-rashford-mbe-backs-welsh-government-decision-ensure-free-school-meal-provisions-every-school" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Marcus Rashford MBE backs Welsh Government decision to ensure free school meal provisions for every school holiday until Easter 2021</a></li><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://www.savethechildren.org.uk/content/dam/global/reports/hunger-and-livelihoods/Child-Poverty-Snapshots-English.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Child Poverty Snapshots The local picture in Wales</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/wales-free-school-meal/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มอบการศึกษาให้เด็กผู้หญิง เท่ากับมอบทางออกจากความยากจน</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/girls-education/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=girls-education</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/girls-education/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 18:29:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กผู้หญิง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6554</guid>

					<description><![CDATA[การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ครั้งล่าสุด บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้แถลงต่อที่ประชุมว่า “ผมขอเรียกร้องต่อผู้นำประเทศทั่วโลก รวมถึงทุกท่านที่อยู่ในที่ประชุม G7 แห่งนี้ ให้บริจาคและร่วมกันปูเส้นทางที่มั่นคงให้แก่เด็กสาวไปสู่ห้องเรียน ตระหนักถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นต่อการศึกษาทั่วโลกจากผลของโคโรนาไวรัส และช่วยสร้างให้โลกกลับมาดีขึ้นกว่าเดิม”&nbsp;</p>



<p>รัฐบาลอังกฤษจะแจกจ่ายงบจำนวน 430 ล้านปอนด์ ไปยังประเทศยากจนที่สุด 90 ประเทศ เป็นเวลา 5 ปี ผ่านพันธมิตรทางการศึกษาทั่วโลก</p>



<p>ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงเรียนจำนวนมากในประเทศยากจนต้องหยุดการเรียนการสอน โดยมีปัจจัยหนึ่งเนื่องจากเด็กนักเรียนจำนวนมากไม่สามารถเรียนได้ เพราะขาดอุปกรณ์ที่จะอำนวย&nbsp;</p>



<p>ลำพังเพียงแค่การเรียนตามปกติก็เป็นเรื่องยากมากแล้ว การเรียนออนไลน์จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กในประเทศเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น เด็กในประเทศมาลาวี ต้องเดินเท้าทุกเช้าเป็นระยะทางกว่า 5-6 กิโลเมตร เพื่อไปโรงเรียน</p>



<p>การหยุดการเรียนการสอนในประเทศยากจนเหล่านี้ ก่อให้เกิดอีกความเสี่ยงสำคัญหนึ่งตามมา คือ เมื่อพ้นจากวิกฤติและกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง อาจไม่ได้กลับเข้าเรียนตามระบบดังที่เป็นอยู่เดิม&nbsp;</p>



<p>เด็กผู้หญิงในประเทศยากจน ต้องเผชิญปัญหารุนแรงและซับซ้อนกว่าเด็กผู้ชายอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะปัญหาจากการแต่งงานเร็ว การกดขี่ทางเพศ หรือการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเธอไม่สามารถกลับไปเรียนตามปกติได้ โดยในหลายกรณีเด็กผู้หญิงเหล่านี้ก็ไม่เคยได้กลับไปเรียนตามระบบอีกเลย นี่นับเป็นความซ้ำซ้อนระหว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางเพศอย่างชัดเจน</p>



<p>ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักที่บีบให้เด็กผู้หญิงต้องออกจากระบบการศึกษาหรือซ้ำร้ายกว่านั้น ยังทำให้พวกเธอไม่เคยเข้ารับการศึกษาเลยด้วยซ้ำ เช่น The UK Bangladesh Education Trust (UKBET) องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการค้าแรงงานเด็กในครัวเรือน ให้ข้อมูลว่า ในประเทศบังกลาเทศ เด็กผู้หญิง 9 ขวบ ต้องทำงานเป็นคนรับใช้เพื่อช่วยหารายได้เพิ่มให้กับครอบครัว โดยเธอไม่เคยเข้ารับการศึกษาตามระบบเลยอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กหญิงเหล่านี้ จะเป็นทั้งกลไกที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สาธารณสุข และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ ตลอดจนเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศยากจนทั้งหลาย สามารถหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้</p>



<p>“การสนับสนุนเด็กผู้หญิงให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเวลา 12 ปี เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ฉลาดที่สุดที่พวกเราสามารถทำได้ในขณะที่โลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องเสี่ยงกับการสร้างคนในยุคสมัยที่หลายชีวิตต้องสูญหายไปกับโรคระบาด (lost pandemic generation)”</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li><a href="https://www.bbc.com/news/education-57092787" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Girls&#8217; education &#8216;smartest&#8217; post-Covid investment, says PM</a></li><li><a href="https://www.bbc.com/news/education-57361483" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">PM pledges £430m for girls missing education amid aid row</a></li><li><a href="https://www.bbc.com/news/education-55680955" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Boris Johnson says girls&#8217; education key to ending poverty</a></li><li><a href="https://www.bbc.com/news/education-43338085" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Boris Johnson gets angry about girls&#8217; education</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/girls-education/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพศศึกษากับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในแอฟริกา</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/improving-sex-education-in-africa/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=improving-sex-education-in-africa</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/improving-sex-education-in-africa/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 17:47:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[แอฟริกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6542</guid>

					<description><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกด้าน แม้แต่ในมิติเรื่องเพศ รวมถึงปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นหลุดจากระบบการศึกษา ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าถึงหลักสูตรเพศศึกษา นี่จึงเป็นผลลัพธ์ปลายทางอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การที่เด็กทุกคนไม่ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ขาดแคลนทรัพยากรหลายด้านอย่างเช่นแอฟริกา</p>



<p>ประเทศเคนยาเป็นประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่ประสบปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในอัตราที่สูง โดยมีการสำรวจในจังหวัดแห่งหนึ่งของเคนยาซึ่งมีสถิติระบุว่า วัยรุ่นหญิงอายุระหว่าง 15-19 ปี จากกลุ่มตัวอย่าง 1,840 คน มีจำนวน 60.3 เปอร์เซ็นต์ที่มีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ และในจำนวนนี้มี 42 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แน่นอนว่าการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ส่งผลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการดำรงชีวิตในสังคม</p>



<p>จากการสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นหญิงเหล่านั้น พบว่า สาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศที่ถูกต้อง ต่อมา เมื่อเคนยาได้พยายามพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนเพศศึกษาให้เข้าถึงนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ในเขตเมือง ปรากฏว่าช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นได้ถึง 66 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทที่เข้าไม่ถึงความรู้เรื่องเพศศึกษาก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง&nbsp;</p>



<p>นอกจากปัจจัยด้านการศึกษาแล้ว สภาพสังคมก็มีส่วนอย่างมากต่อการเรียนรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของคนในสังคม หรืออิทธิพลจากศาสนา กรณีหนึ่งที่สะท้อนปัญหาการเข้าถึงเพศศึกษาคือการที่ เซยูม อันโตนิโอส (Seyoum Antonios) บุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศเอธิโอเปียและเป็นผู้อำนวยการองค์กรอนุรักษนิยมคริสเตียน แสดงความคิดเห็นต่อต้านการเรียนการสอนหลักสูตร Comprehensive Sexuality Education (CSE) ในโรงเรียน เพราะเกรงว่าจะมีการสอนให้นักเรียนเห็นว่าการรักเพศเดียวกันและการทำแท้งเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักคำสอนทางศาสนา ปรากฏว่ามีคนเห็นด้วยจำนวนมากและอาจนำมาสู่การปิดกั้นไม่ให้นักเรียนเข้าถึงเพศศึกษาตามมา&nbsp;</p>



<p>กรณีดังกล่าวทำให้นักวิจัยมีความกังวลอย่างมากถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากเอธิโอเปียมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของแอฟริกา และอายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 19.5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยที่ควรเข้าถึงเพศศึกษาอย่างถูกต้อง และเอธิโอเปียยังคงมีอัตราการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและอัตราการทำแท้งสูง เพราะประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง</p>



<p>อันที่จริงแล้ว องค์การสหประชาชาติ (United Nations) มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการสนับสนุนการศึกษาที่เน้นวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน และปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศ เช่นเดียวกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) เองก็พยายามสนับสนุนรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา ให้มีการพัฒนานโยบายเสริมสร้างการศึกษาด้านสุขภาพโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่กลับถูกต่อต้านจากในบางสังคม&nbsp;</p>



<p>โจแอนนา เฮรัท (Joanna Herat) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการศึกษาของยูเนสโก แสดงความเห็นว่า “การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิทธิมนุษยชนของทุกคน และหลักสูตร CSE ก็เป็นส่วนสำคัญ แต่อาจมีความละเอียดอ่อนในบางภูมิภาค และคนบางกลุ่มที่ให้ข้อมูลผิด เนื่องจากความกลัวและข้อกังวล”</p>



<p>การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมถึงจัดหลักสูตรเพศศึกษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาในประเด็นทางเพศและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<ul><li><a href="https://www.ft.com/content/ef1cda72-1f47-4529-aa4b-a49352ac9a81" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Sex education ignites online culture clash in Ethiopia</a></li><li><a href="https://theconversation.com/tricked-and-uninformed-why-so-many-young-girls-in-kenya-are-getting-pregnant-161098" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Tricked and uninformed: Why so many young girls in Kenya are getting pregnant</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/improving-sex-education-in-africa/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่ออิตาลีล็อคดาวน์ แต่เด็ก 3 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/italian-students-cant-attend-online-classes/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=italian-students-cant-attend-online-classes</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/italian-students-cant-attend-online-classes/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 16:35:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6521</guid>

					<description><![CDATA[ข้อมูล ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2021 ประเทศอิตาลี ยังคงเป็น  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อมูล ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2021 <a href="https://www.bbc.com/news/world-51235105" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">ประเทศอิตาลี ยังคงเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีประชากรผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดของโลก</a> ทั้งยังเป็นประเทศแรกของยุโรปที่มีการล็อคดาวน์อย่างจริงจังและยาวนานกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วยุโรปอีกด้วย</p>



<p>แม้ว่าอิตาลีจะคลายล็อคดาวน์ไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2021 จากการระบาดระลอกที่ 3 แต่การล็อคดาวน์ก่อนหน้านี้ในช่วง 10 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม 2020 ในระลอกแรก ส่งผลให้เด็กอิตาลีต้องขาดเรียนไปกว่า 2 เดือน และต้องหยุดต่อในเดือนกันยายน 2020 เนื่องจากคาบเกี่ยวช่วงปิดเทอม&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจเรื่อง การเรียนรู้ระยะไกล (learning at a distance) ขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (Unicef) พบว่า การขาดเรียนเป็นระยะเวลานานของเด็กอิตาลี ทำให้เด็กขาดเรียนไปทั้งหมด 65 วัน ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเด็กในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่เด็กขาดเรียนโดยเฉลี่ยเพียง 27 วันเท่านั้น</p>



<p>ผลพวงจากการล็อคดาวน์ประกอบกับระยะเวลาปิดเทอม ทำให้เด็กอิตาลีต้องประสบปัญหาขาดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเด็กหลายคนยังขาดแคลนอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนอีกด้วย</p>



<h3><strong>เด็ก 1 ใน 3 ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต</strong></h3>



<p>เมื่อเกิดโรคระบาด เด็กทุกคนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ดังนั้นการเรียนการสอนจึงอยู่ในรูปแบบของการเรียนทางไกล หรือเรียกง่ายๆ ว่าเรียนออนไลน์&nbsp;</p>



<p>จากการประเมินของสถาบันสถิติแห่งชาติของอิตาลี (The Italian National Institute of Statistic: ISTAT) พบว่า เด็กอิตาลีประมาณ 3 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้แบบออนไลน์ได้ เนื่องจากขาดอุปกรณ์การเรียนที่สำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และอินเทอร์เน็ต&nbsp;</p>



<p>แม้กระทรวงการศึกษาของอิตาลีได้จัดสรรงบประมาณถึง 85 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการเรียนแบบออนไลน์ โดย 70 ล้านยูโร จ่ายให้เด็กที่มีฐานะยากจนด้วยการซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลและติดตั้งอินเทอร์เน็ต และ 10 ล้านยูโร ช่วยเหลือโรงเรียนในการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์ และอีก 5 ล้านยูโร เพื่อฝึกครูให้เรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มนั้นๆ</p>



<p>แต่การช่วยเหลือในครั้งนี้มี <a href="https://www.unicef-irc.org/article/2109-1-in-3-italian-families-unable-to-support-childrens-remote-learning-during-the-lockdown-unicef-and-universit%C3%A0-cattolica.html" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">46 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนที่ได้รับการช่วยเหลือจากการซื้ออุปกรณ์ดิจิทัล และมีเพียง 1 ใน 4 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับการติดตั้งอินเทอร์เน็ต</a></p>



<p>ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ายังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นจากการช่วยเหลือในครั้งนี้&nbsp;</p>



<p>จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 1,028 ครัวเรือน ในงานวิจัยของ Unicef พบว่า 27 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับการเรียนออนไลน์ที่เพียงพอต่อเด็กทุกคน กล่าวคือ เด็กที่อยู่ในครอบครัวใหญ่แม้จะมีอุปกรณ์ดิจิทัล แต่ก็มีเพียง 1 เครื่องเท่านั้น ทำให้เด็กในครอบครัวไม่สามารถเรียนได้ครบทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสหพันธ์พิทักษ์เด็กของอิตาลี (Save the Children Italy) ที่ว่า 28 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอิตาลีในวัย 14-18 ปี อย่างน้อยจะมีเพื่อนร่วมห้อง 1 คน ที่ไม่ได้เข้าเรียนออนไลน์ตั้งแต่มีการล็อคดาวน์ เนื่องด้วยปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และการเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่เป็นเหตุผลหลัก&nbsp;</p>



<h3><strong>เพราะความยากจน เด็กจึงต้องออกกลางคัน</strong></h3>



<p>จากรายงานของ Save the Children ในปี 2018 พบว่า 1 ใน 5 ของเด็กอิตาลี มีฐานะยากจนที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ อย่างแคว้นซิซิเลียและการาเบรีย โดยมีอัตราความยากจนและการกีดกันทางสังคม (social exclusion) สูงถึง 56 และ 49 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ หากเทียบกับแคว้นทางตอนเหนืออย่าง เอมีเลีย-โรมัญญา และฟรียูลี-เวเน็ตเซียจูเลีย ที่มีเด็กยากจนและมีการกีดกันทางสังคมเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น</p>



<p>ด้วยปัญหาความยากจนที่เป็นทุนเดิมของทางตอนใต้ในอิตาลี เมื่อประสบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งเป็นสาเหตุให้เด็กหลายคนต้องหลุดจากการศึกษา หรือออกกลางคัน (dropout) และจากงานวิจัยเรื่องการเรียนทางไกลในช่วงโควิด-19 ทางตอนใต้ของอิตาลี (Distance Learning in the COVID-19 Era: Perceptions in Southern Italy) ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2020 พบว่า เด็กจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเรียนออนไลน์ ทั้งยังออกกลางคันอีกด้วย</p>



<p>เช่นเดียวกับ มาเรีย ลีออตตา (Maria Leotta) คุณครูจากเมืองคาตาเนีย แคว้นซิซิเลีย กล่าวว่า “มีเด็ก 7 คน ใน 19 คน ของเด็กเกรด 2 (อายุ 6 ขวบ) ที่ได้เข้าเรียนวิชาภาษาอิตาลีเท่านั้น มันเป็นแบบนี้มานานมาก และดูเหมือนจะแย่ลง เพราะห้องเรียนออนไลน์ของฉันมีเด็กแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่เข้าเรียน อีกทั้งวิกฤติโควิดทำให้เห็นว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขเด็กออกกลางคันเพิ่มสูงขึ้นมากอีกด้วย”&nbsp;</p>



<p>จากการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสในอิตาลีตอนใต้ ประกอบกับการมีประชากรยากจนสูง ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องตกงาน และส่งผลให้เด็กต้องออกจากการศึกษา เนื่องด้วยเศรษฐกิจทางบ้านไม่เอื้ออำนวย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ นโยบายล็อคดาวน์ของรัฐบาลอิตาลีทุกครั้งที่ผ่านมา ที่เลือกสั่งปิดโรงเรียน เพราะเห็นว่าพื้นที่ปิดอย่างในห้องเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส ขัดแย้งกับความเห็นของนักวิชาการหลายคนที่มองว่า วิธีนี้จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>อย่างเช่น รศ.โจวานนา มาสเชโรนี (Giovanna Mascheroni) สาขาวิชาสื่อสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยคาทอลิก ที่กล่าวว่า&nbsp;</p>



<p>“เด็กส่วนใหญ่มีแรงจูงใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ทางไกลหรือเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังสังเกตเห็นผลลัพธ์เชิงบวกของการเรียนรู้ทางไกล เพราะมีความเป็นอิสระมากขึ้นในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ควรมองข้ามความไม่เท่าเทียมที่ยังมีอยู่ในแต่ละครอบครัว และไม่สามารถเพิกเฉยต่อเด็กสองสามคนที่ต้องออกจากโรงเรียน เพราะต้องเปลี่ยนไปเรียนแบบออนไลน์ได้”&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกับ กลอเรีย ทัม (Gloria Tam) และ ดิอานา เอล-อซาร์ (Diana El-Azar) จากองค์กร Minerva Project (องค์กรที่ให้บริการด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสนับสนุนสำหรับโรงเรียน Minerva) ที่เขียนบทความใน <em>The World Economic Forum</em> ว่า “เมื่อห้องเรียนเปลี่ยนไปเป็นแบบออนไลน์ เด็กหลายคนจะหายไป เพราะค่าใช้จ่ายในอุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งนั่นจะทำให้ช่องว่างทางการศึกษา รวมถึงความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น”</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>ที่มา:</strong></h5>



<div class="wp-block-group"><div class="wp-block-group__inner-container">
<ul><li><strong>&nbsp;</strong><a href="https://www.bbc.com/news/world-51235105" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">world-51235105</a></li><li><a href="https://www.politico.eu/article/italy-coronavirus-school-dropouts-north-south-divide-education/" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://www.politico.eu/article/italy-coronavirus-school-dropouts-north-south-divide-education/</a></li><li><a href="https://www.euronews.com/2021/04/01/italy-s-digital-divide-one-third-of-students-don-t-have-access-to-online-lessons" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://www.euronews.com/2021/04/01/italy-s-digital-divide-one-third-of-students-don-t-have-access-to-online-lessons</a></li><li><a href="https://www.unicef-irc.org/article/2109-1-in-3-italian-families-unable-to-support-childrens-remote-learning-during-the-lockdown-unicef-and-universit%C3%A0-cattolica.html" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://www.unicef-irc.org/article/2109-1-in-3-italian-families-unable-to-support-childrens-remote-learning-during-the-lockdown-unicef-and-università-cattolica.html</a></li><li>Learning at a Distance children’s remote learning experiences in Italy during the COVID-19 pandemic Giovanna Mascheroni, Marium Saeed, Marco Valenzo, Davide Cino, Thomas Dreesen, Lorenzo Giuseppe Zaffaroni and Daniel Kardefelt-Winther February 2021 <a href="https://www.unicef-irc.org/publications/1182-learning-at-a-distance-childrens-remote-learning-experiences-in-italy-during-the-covid-19-pandemic.html" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://www.unicef-irc.org/publications/1182-learning-at-a-distance-childrens-remote-learning-experiences-in-italy-during-the-covid-19-pandemic.html</a></li><li><a href="https://www.lastampa.it/esteri/la-stampa-in-english/2020/05/01/news/coronavirus-lockdown-exposes-italy-s-digital-divide-1.38793713" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">https://www.lastampa.it/esteri/la-stampa-in-english/2020/05/01/news/coronavirus-lockdown-exposes-italy-s-digital-divide-1.38793713</a></li><li>Distance Learning in the COVID-19 Era: Perceptions in Southern Italy Francesco Vincenzo Ferraro 1,* , Ferdinando Ivano Ambra 2, Luigi Aruta 2 and Maria Luisa Iavarone 2 Published: 27 November 2020 <a href="https://www.mdpi.com/2227-7102/10/12/355/pdf" target="_blank" aria-label=" (opens in a new tab)" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Distance Learning in the COVID-19 Era: Perceptions in &#8230; &#8211; MDPIhttps://www.mdpi.com › pdf</a></li></ul>
</div></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/italian-students-cant-attend-online-classes/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอบกอดเยาวชนของเราด้วยรัฐสวัสดิการ บทเรียนจากออสโล</title>
		<link>https://afe.eef.or.th/state-welfare-oslo/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=state-welfare-oslo</link>
					<comments>https://afe.eef.or.th/state-welfare-oslo/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 15:57:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[นอร์เวย์]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐสวัสดิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://afe.eef.or.th/?p=6510</guid>

					<description><![CDATA[ระบบรัฐสวัสดิการที่แข้มแข็ง นอกจากจะเป็นตาข่ายที่รองรับ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ระบบรัฐสวัสดิการที่แข้มแข็ง นอกจากจะเป็นตาข่ายที่รองรับคุณภาพชีวิตให้แก่คนในสังคมแล้ว ยังเปรียบเหมือนฟูกที่ช่วยดูดซับความความรุนแรงในทางหนึ่งอีกด้วย บทเรียนจากกระบวนการเอาผิดผู้ก่อเหตุกราดยิงในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นความจริงข้อนี้ เมื่อผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับกระบวนการเติบโตของเยาวชนในประเทศ ด้วยการใคร่ครวญแทนการลงโทษทันที&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2011 ในค่ายเยาวชนของพรรคแรงงาน โดยผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกขบวนการฝ่ายขวาสุดโต่ง อายุ 32 ปี ชื่อ อังเดร์ส เบห์ริง ไบรวิค (Anders Behring Breivik) โดยเขาประกาศตัวว่าเป็นกลุ่มขวาจัด มีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพ ศาสนาอิสลาม และพุ่งเป้าไปที่ค่ายเยาวชนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีจุดยืนเรื่องความเสมอภาคในสังคม การก่อเหตุร้ายครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน และหากรวมกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน พบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 คน&nbsp;</p>



<p><strong>ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี</strong> อดีตนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยสิทธิมนุษยชนศึกษา คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ เล่าถึงกรณีนี้ไว้ว่า รัฐสวัสดิการอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหา แต่จากเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐสวัสดิการเป็นยาเม็ดแรกของการแก้ปัญหาทุกเรื่อง โดยเขาพบว่าก่อนเกิดเหตุร้ายแรงนั้น สังคมนอร์เวย์มีความรู้ความเข้าใจกลุ่มฝ่ายขวาน้อยมาก ข้อสังเกตของเขามาจากหลายปัจจัย เช่น อิทธิพลของพรรคแรงงาน และขบวนการภาคประชาสังคมในการผลักดันรัฐสวัสดิการหลายทศวรรษ ซึ่งดูเสมือนว่านอร์เวย์เป็นประเทศแห่งอุดมคติที่ลดความโหดร้ายของระบบทุนนิยมและสร้างความเสมอภาคแบบสังคมนิยมลงได้พร้อมกัน แต่ความเข้าใจของสาธารณะต่อ ‘กลุ่มคนที่รังเกียจความเท่าเทียม’ ยังค่อนข้างน้อย</p>



<p>จากเหตุการณ์การกราดยิง ปี 2011 ษัษฐรัมย์พบว่า สังคมนอร์เวย์เริ่มมีการทำความเข้าใจฝ่ายขวาแบบใหม่ ว่าไม่ใช่พวกอนุรักษนิยมแบบคนแก่หลงยุคเพียงอย่างเดียว หากแต่มองว่าพวกเขากลายเป็นแนวร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่ บางครั้งดูฉลาดมาก ดูมีเสน่ห์ พูดเก่ง น่าเชื่อถือ และดึงดูดคนจำนวนมากให้คล้อยตามได้ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ไบรวิค ก็ได้อิทธิพลจาก Blogger ฝ่ายขวาที่มีความสามารถในการปะติดปะต่อคำอธิบายทางวิชาการเข้ากับสถานการณ์จริง เพื่อปลุกกระแสการต่อต้านผู้อพยพ&nbsp;</p>



<p>ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ การที่กลุ่มเยาวชนทั้งฝ่ายซ้ายและขวาแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์กับพรรคการเมืองมากขึ้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลมองในเชิงบวก เพราะทำให้เกิดพื้นที่ในการถกเถียงทางสาธารณะมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ษัษฐรัมย์ชี้ว่า ในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่กระบวนการทำความเข้าใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการยืนยันถึงความพยายามในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุจากปัจจัยซ้ำอีก รวมถึงการไม่ลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างบ้าคลั่ง แต่หันมาทำความเข้าใจเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ก่อนจะปรับปรุงหลักสูตร สภาพแวดล้อม และการสื่อสารสาธารณะที่รอบด้านมากขึ้น</p>



<p>โดยนักวิชาการและนักสังเกตการณ์พบว่า มีข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ เช่น การระบุถึงความล้มเหลวของระบบสวัสดิการการเลี้ยงดูเด็กและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่ปล่อยให้แม่ที่อารมณ์ฉุนเฉียวเลี้ยงลูกตามลำพัง ทั้งๆ ที่มีรายงานว่า ไบรวิคมีปัญหาด้านอารมณ์ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก การโดนคุมตัวจากคดีการพ่นสีผนัง ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดและเลิกติดต่อกับพ่อที่หย่ากับแม่ตั้งแต่เขาจำความได้ เขาสูญเสียช่องทางติดต่อกับคนสำคัญในชีวิตตั้งแต่อายุ 16 ปี และหมกมุ่นกับตัวเอง จนนำไปสู่การเพาะกาย และหลงใหลในชาติพันธุ์ของตนเอง และศัลยกรรมพลาสติก ฯลฯ การวิเคราะห์หลายปัจจัยนำไปสู่การทบทวนความเป็นไปของสังคมเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป&nbsp;</p>



<p>สัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งนั้นเกิดขึ้นจากปากคำอัยการของเมืองซึ่งกล่าวว่า&nbsp;</p>



<p>“มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ สำหรับคนนอร์เวย์ หรือออสโล เพราะเมื่อคุณพูดถึงคนที่โหดเหี้ยมคนนั้น เราอยู่ในสังคมเดียวกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน ไปโรงพยาบาลเดียวกัน ลูกเล่นที่สนามเด็กเล่นด้วยกัน อย่างที่คุณทราบ ประเทศเราเป็นรัฐสวัสดิการ คนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในระบบการบริการของรัฐแบบเดียวกัน นักวิชาการด้านอาชญวิทยาชาวนอร์เวย์อธิบายให้ผมฟังว่า มันจึงเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่า ระบบสังคมแบบไหน ความผิดปกติตรงไหนที่เกิดขึ้นในระบบนี้ เพราะเราก็มีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเขาเป็นปีศาจร้าย ก็แสดงว่าเรามีปีศาจในตัวด้วยเช่นกัน”</p>



<div style="height:50px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h5><strong>อ้างอิง:</strong></h5>



<ul><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://www.nytimes.com/2012/08/25/world/europe/anders-behring-breivik-murder-trial.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">Norway Mass Killer Gets the Maximum: 21 Years</a></li><li><a aria-label=" (opens in a new tab)" href="https://prachatai.com/journal/2020/02/86315" target="_blank" rel="noreferrer noopener" class="rank-math-link">มองนอร์เวย์ 9 ปีหลังการกราดยิง สู่การถอดบทเรียนกราดยิง กุมภาพันธ์ 2563: การล้อมคอกแบบมีประสิทธิภาพในประเทศรัฐสวัสดิการ</a></li></ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://afe.eef.or.th/state-welfare-oslo/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
